“นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย มีกำหนดการเยือนจีนระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. ซึ่ง “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ว่า นายกฯ ไปเยือนจีน อาจจะเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง AI แต่อย่าลืมว่าเวทีดังกล่าว นอกจากจะได้พบผู้บริหารระดับสูงของประเทศจีนแล้ว ยังมีผู้นำจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศกัมพูชาไปร่วม

คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเยือนประเทศจีนของนายอนุทินคงจะไม่ได้แค่การเปิดงานไปพูดเรื่อง AI อย่างเดียวเท่านั้น แต่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีถือของฝากกลับมาประเทศไทยว่า ตกลงแล้วการแก้ไขปัญหามลพิษ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา การแก้ไขปัญหาเรื่องทุนสีเทา การแก้ไขปัญหาเรื่องการสวมสิทธิพ่อทิพย์แม่ทิพย์ ทางการไทยพร้อมจะถือธงนำใช้เวทีทางการทูต และอยากเห็นจีนพร้อมจะสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไรบ้าง
“ข่าวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยสีน้ำเงินด้วย การทุจริตการสอบท้องถิ่น การสวมสิทธิพ่อทิพย์แม่ทิพย์ต่างๆ รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ที่เราตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามสอดไส้ เอาแคตตาล็อกผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเข้ามารับงานในส่วนนี้หรือไม่ จนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ออกมายกเลิกแผนงาน และยังมีกรณีการกำกับดูแลสถานบันเทิงต่างๆ เหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับมหาดไทยโดยตรง ล้วนแวดล้อมอยู่ในชื่อของนายอนุทินทั้งสิ้น นี่เป็นความล้มเหลวในการทำหน้าที่ของนายอนุทินเอง”

“ส่วนสาเหตุความล้มเหลว เพราะนายกฯ อาจมองว่างานในกระทรวงมหาดไทยเป็นงานพาร์ทไทม์ คือไม่ได้มีการลงมากำกับดูแลงานในกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มข้นและเพียงพอ หรือจริงๆ แล้วอาจจะรู้ปัญหาอยู่แล้ว แต่ขาดความกล้าหาญในการลงมาจัดการ อนุทินอยู่ในกระทรวงมหาดไทยมาหลายรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพิ่งมากำกับดูแลในช่วงนี้ รู้ปัญหาแต่ไม่กล้าลงไปทำ หรือแย่ไปกว่านั้นคืออนุทินและบริวารมีส่วนพัวพันในเรื่องของการทุจริตในแวดวงราชการต่างๆ
ทางออกที่สำคัญให้กับประชาชนคนไทยคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เรื่องสีเทาและการทุจริตคอร์รัปชันในบ้านเมืองเราสิ้นไป ในวันที่ 20 ก.ค. นี้ เราได้เตรียมเวทีที่จะพูดเรื่องต่างๆ เหล่านี้ว่าในฐานะประชาชนคนไทยทุกคนตั้งแต่เกิดจากครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ที่เราต้องรับบริการของสาธารณะในทุกช่วงวัยเรา การต้องจ่ายต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทุจริตคอร์รัปชัน พรรคมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้”

“รมต.เต้ย” นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ “ดร.อ้อ” การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ตั้งคำถามถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีจาก “กลุ่มลูกเทพ” เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งควรจะมาจากความสามารถ มากกว่านามสกุล ซึ่งดูเหมือน รมต.เต้ยจะโกรธอยู่ไม่ใช่น้อย เลยโต้ว่า ต้องกลับไปถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยร่วมรัฐบาลในช่วง 3 เดือนของรัฐบาลที่แล้วได้ทำอะไรบ้าง ไม่มีอะไรเป็นที่จดจำของประชาชน หรือสังคมไทยเลย บุคลากรที่นายกฯ หนูเลือกมา ล้วนแต่มีความสามารถ
“เราเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน ก็เห็นแล้วว่า นโยบายต่างๆ ที่นายกฯ จะทำ ถูกขับเคลื่อนไปทางไหน แต่ถ้ามองกลับไปอาจมีสมาชิกท่านหนึ่งจากพรรคท่าน เคยเป็น รมช.มหาดไทย มองกลับไปก็มองไม่เห็นผลงาน มีแต่เรื่องจะเอางบประมาณลง คิดให้ดีท่านมาอยู่ในการเมืองเพราะตันในอาชีพเก่าหรือไม่ แต่พวกเราทำงานการเมืองมากกว่า 20 ปี ถูกเลือกมาโดยประชาชน พร้อมย้ำว่า ทุกนโยบายรัฐบาลทำเพื่อประชาชนทั้งนั้น

ผมไม่มีซื้อตู้น้ำ ไม่มีทำไฟ ไม่มีซื้อยางมะตอย มาตรฐานของเรามันต่างกัน ยอมรับว่า ผลงานยังไม่เป็นที่ประจักษ์ เพราะเพิ่งมา 2 เดือนกว่า รอดูอีก 15-30 วัน อย่าเทียบชั้นกันเลย เทียบไม่ได้ การจัดกลุ่มว่าเป็นลูกเทพ ก็เป็นเรื่องที่ดี จะทำให้เห็นว่าการบูรณาการของแต่ละรัฐมนตรี และแต่ละกระทรวงเป็นอย่างไร ค่าไฟที่แฝงอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งเป็นปัญหามานานกว่า 30 ปี สำเร็จเพราะรัฐบาลไหน ไม่ใช่เพราะลูกเทพหรือ พวกท่าน 30 ปีทำอะไรกัน และต้องให้พวกผมมานั่งตามแก้ ซึ่งกำลังจะสำเร็จแล้ว นี่แหละครับฝีมือลูกเทพ” รมต.เต้ย พลพีร์ กล่าว
“สส.แทน” ชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงดราม่าราคาข้าวแกง ว่า ที่ “รมต.แต๋ม” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ถามหาข้าวแกง 30 บาท ถ้ารัฐมนตรีว่างให้มาด้วยกันจะพาไป ในต่างจังหวัด ข้าวแกง 30 บาทก็มี หรือกรุงเทพฯ ในหน่วยงานราชการ โรงเรียนก็มี ฉะนั้น ถ้าแนวทางรัฐบาลจะช่วยประชาชนจริงๆ ต้องไปตรวจสอบดูว่าปัจจุบันนี้ข้าวแกงราคาถูกที่สุดมีราคาเท่าไร แล้วเอามาตรฐานนั้นมาแก้ไข

“สมมุติว่า สามารถขายได้ถูกสุดราคา 30 บาท ก็ปรับลดทั่วประเทศให้ได้ 30 บาท ทั้งในโรงเรียน นอกและในสถานที่ราชการ เอกชน วันนี้ราคาน้ำมันลดแล้ว แต่ทำไมราคาสินค้ายังไม่ลดลง รัฐมนตรีเอาเวลาการประดิษฐ์คำพูด เอามาประดิษฐ์งานดีกว่า มาตรวจสอบเลยว่าสินค้าอุปโภคหรือบริโภคที่ขึ้นราคาในช่วงที่ราคาน้ำมัน ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น วันนี้ลงมาแล้วหรือไม่ ให้กรมการค้าภายในดูแล และออกมาตรการมาเลยว่า ถ้าร้านไหนที่ยังค้าขายกันอยู่และยังไม่ปรับลดตามต้นทุนที่ลดลงมา จะดำเนินการอย่างไร”
สส.แทนยังกล่าวว่า จะจับตาการซื้อโคมไฟถนนของ อบจ.นครศรีธรรมราช ว่าเป็นไฟนวัตกรรมล็อกสเปกหรือไม่

ส่วนความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.กล่าวว่า การดำเนินการเป็นไปตามพยานหลักฐานที่คณะสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 และชุดที่ 36 ได้รวบรวมไว้ กระบวนการทางกฎหมาย หากหลักฐานไม่ถึงขั้นความผิดอาญา แต่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ทาง กกต. ก็สามารถส่งเรื่องไปศาลเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือให้พ้นจากตำแหน่งได้ ส่วนเรื่องคลิปการเสวนาคดีฮั้ว สว.ที่ปรากฏตามสื่อในขณะนี้ อยู่ในสำนวนของ กกต. แล้ว และ คณะชุดที่ 26 ได้รวบรวมได้หมดแล้ว แต่การที่พยานพูดนอกสำนวน มันสร้างได้แค่ความรู้สึก เอามาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนไม่ได้
เมื่อถามอีกว่า หากพบการฮั้วในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง จะทำให้กระบวนการเลือก สว.ทั้งหมดเสียหายทั้งระบบหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มันเสียเป็นการเฉพาะตัว ไม่ทำให้กระบวนการทั้งหมดเสียไป เพราะว่าอย่าลืมว่าคนที่เขาไม่ได้ฮั้วก็มี จะมีคนฮั้วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ กกต.จะต้องพิจารณา การลงมติของ กกต.ในคดีนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ส.ค. เพราะได้มีการพิจารณาไปเยอะแล้ว
“ประชาชนยังคาดหวังต่อ กกต.ได้ เพราะมี กกต. ไว้เพื่อคัดคนดีเข้าสู่สังคมการเมือง เชื่อมั่นเถอะครับว่า กกต.ทั้ง 7 จากที่ผมสัมผัสเองในห้องประชุมท่านเป็นคนดี เป็นคนเก่ง ผมคิดว่าทุกท่านใช้ดุลพินิจในทางที่เหมาะสมแน่นอน อย่าได้กังวล ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน ถ้าจะยกไม่ไปศาลก็มีเหตุผล แต่ถ้าให้ไปก็จะมีเหตุผลว่าให้ไปเพราะอะไร ทุกคนมีเหตุผล แรงกดดันจากสังคมเป็นเรื่องปกติ กกต.ก็โดนกดดันตลอด แต่เราก็ต้องมีแนวทางในการทำงานที่ดี”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเสียงข้างมากเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ การคัดเลือกดังกล่าวเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการลงคะแนนโหวตแข่งขันกันยาวนานถึง 4 รอบ ระหว่างนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม กับ นายจิรนิติ หะวานนท์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดที่ประชุมจะมีมติเสียงข้างมากเลือกนายอุดม
ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีในเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง ว่า การจัดเลือกตั้งทั่วไป 8 กกต. ได้กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ อันเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว มีคำสั่งให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
“ทีมข่าวการเมือง”



