เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) พล.ต.ต.สุรพล บุญมา เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำหลักฐานเข้าพนักงานสอบสวน บก.ปทส. เพื่อแจ้งความกล่าวโทษดำเนินคดีและส่งมอบข้อมูลกรณีขบวนการบุกรุกและออกเอกสารสิทธิพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในอุทยานแห่งชาติแหลมสน จ.ระนอง หลังจากให้ชุดพญาเสือ ของกรมอุทยานฯ สนธิกำลังร่วมกับชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบเชิงลึกจนพบความผิดปกติในการออกเอกสารสิทธิหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 ก. ทับซ้อนป่าสมบูรณ์และเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสนจำนวนหลายแปลง เบื้องต้นจะดำเนินคดีใน 3 แปลงก่อน

โดยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า ภาพรวมมีการบุกรุกพื้นที่อุทยาน 29 แปลง รวมประมาณ 643 ไร่ แต่จะดำเนินคดีที่ดิน 3 แปลง ที่มีพยานหลักฐานและผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังชัดเจนที่สุดมาดำเนินคดีก่อน คือ น.ส.3 ก. 3 ฉบับ ออกเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2537 พบพฤติการณ์ความผิดปกติในลักษณะที่ดินงอกเกินกว่าหลักฐานเดิมอย่างมหาศาล คือ แปลงที่ 1 หลักฐานเดิม (ส.ค.1) มีเนื้อที่ 6 ไร่ แต่เมื่อรังวัดใหม่ กลับพุ่งถึงกว่า 45 ไร่ และรุกล้ำเขตอุทยานฯประมาณ 15 ไร่ แปลงที่ 2 พบการรังวัดได้กว่า 57 ไร่ รุกล้ำเขตอุทยานฯ สูงถึงกว่า 45 ไร่ และแปลงที่ 3 หลักฐานเดิมระบุไว้เพียง 1 ไร่ แต่เมื่อรังวัดใหม่ตามการนำชี้กลับงอกเป็นกว่า 50 ไร่ และรุกล้ำเข้าเขตอุทยานฯ กว่า 4 ไร่ ซึ่งทุกแปลงอ้างมีการทำประโยชน์ทางการเกษตรเต็มพื้นที่ แต่ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังก่อนปี 2537 ชี้ชัดว่าสภาพพื้นที่จริงยังคงเป็นป่าธรรมชาติ ชายฝั่ง และสันทราย โดยไม่มีร่องรอยการทำเกษตรกรรมตามที่กล่าวอ้าง

นายอรรถพล กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางปลูกพืชผลนอกเขตเอกสารสิทธิ แต่อยู่ในเขตอุทยานฯ เพิ่มเติมอีกกว่า 12 ไร่ ส่งผลให้รวมเนื้อที่ป่าอุทยานฯ ที่ถูกรุกล้ำในเฟสแรกทั้งหมดมีจำนวนกว่า 78 ไร่ จากนี้ไปเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลไปขยายผลตรวจสอบที่ดินในข่ายต้องสงสัยที่เหลือที่ทับซ้อนในเขตอุทยานอีก 26 แปลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึง เตรียมดำเนินคดีทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบ.บก.ปทส. กล่าวว่า ที่ผ่านมา บก.ปทส. และกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบมาแล้ว 2-3 ครั้ง โดยให้ผู้กำกับการ 5 บก.ปทส. ลงตรวจสอบในเขตอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ชุมชน เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่ดินทั้งหมด จากการตรวจสอบพบหลักฐานเชิงประจักษ์พบพื้นที่ตามเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ มีสภาพเป็นป่ารกชัฏ (รก-ชัด) และภูเขาสูงชัน ไม่ใช่พื้นที่ราบที่สามารถใช้ทำการเกษตรได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ บก.ปทส. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้แล้ว และวันนี้จะดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ทั้ง 3 ฉบับ ส่วนชุดสืบสวนของ กก.3 บก.ปทส. ยังได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก จนพบข้อเท็จจริงที่นอกเหนือจากประเด็นเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของคดีและพยานหลักฐานที่ชัดเจนมากขึ้น

พล.ต.ต.เอนก กล่าวยืนยันว่า บก.ปทส. จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ พร้อมขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทุกรายจะไม่ละเว้น แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้การดำเนินคดีจะควบคู่กันทั้งในส่วนของความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ป่า และความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด.