หลังคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2565 จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ด่วน! กรรมการสรรหา กสทช. ชี้แล้ว ‘นพ.สรณ’ ขาดคุณสมบัติประธาน กสทช.

สภาองค์กรผู้บริโภค ชวนคิด ชวนคุย ประเด็น “นพ.สรณ” มีลักษณะต้องห้าม แปลว่าอะไร? แล้วเป็นยังไงต่อ? เมื่อวันที่ 17 ก.ค.2569 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กางข้อกฎหมาย 4 มาตราเพื่อตอกย้ำว่ากรณีนี้ “ไม่มีประตูให้สู้และเรื่องได้จบลงแล้ว” โดยไล่เรียงตั้งแต่มาตรา 8 (2) ที่ชี้ชัดเรื่องสถานะลูกจ้าง, มาตรา 18 เรื่องการสละสิทธิ์เนื่องจากไม่ลาออกภายในเส้นตาย, มาตรา 20 (5) ที่กำหนดให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อฝ่าฝืน และมาตรา 5 ที่ระบุให้ “นายกรัฐมนตรี” เป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้

รศ.ดร.ปริญญา ได้เปรียบเทียบสถานะของประธาน กสทช. ในปัจจุบันว่าเปรียบเสมือน “มะม่วงรอสอย” คือในทางข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถือว่าขาดคุณสมบัติและต้องพ้นจากตำแหน่งโดยมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันแรกแล้ว เพียงแต่รอขั้นตอนทางนิตินัยคือให้นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้นำประเทศว่า หากคณะกรรมการสรรหาฯ ส่งหนังสือแจ้งมติไปแล้ว แต่นายกรัฐมนตรียังเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ทันที ซึ่งกรณีนี้ต่างจากคดีจริยธรรมของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เพราะกรณีของ นพ.สรณ เป็นข้อห้ามตามตัวอักษรที่ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความ

นอกจากนี้สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “เอฟเฟกต์” ทางกฎหมายย้อนหลัง ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา หากท้ายที่สุดมติทั้งหมดที่ นพ.สรณ เคยร่วมลงนามหรือออกเสียงในฐานะประธานต้องถูกหักออกหรือกลายเป็นโมฆะ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการสื่อสารและโทรคมนาคม รวมถึงบุคคลภายนอกที่เกี่ยวโยงกับมติเหล่านั้นทั้งระบบ

ขณะที่ นส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสารฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. ได้ออกมาเรียกร้องให้ นพ.สรณ แสดงสปิริตด้วยการ “ยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที” โดยยกเคสในอดีตของตนเองที่เคยเจอปัญหาเรื่องคุณสมบัติ ซึ่งในตอนนั้นตนเลือกที่จะเดินออกจากการปฏิบัติหน้าที่ คืนรถประจำตำแหน่ง และทำหนังสือแจ้งสำนักงานทันทีเพื่อไม่ให้องค์กรต้องหยุดชะงักหรือเกิดความลำบากใจในการทำงาน โดยย้ำว่า นพ.สรณ สามารถไปใช้สิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ แต่ในระหว่างนี้ควรหยุดทำหน้าที่เพื่อเห็นแก่ส่วนรวม

หลังจากนี้ “เผือกร้อน” ลูกใหญ่จะตกไปอยู่ที่กรรมการ กสทช. อีก 6 คนที่เหลือ ซึ่ง นส.สุภิญญา ชี้ว่าบอร์ดที่เหลือยังสามารถขับเคลื่อนงาน ประชุม และเลือกประธานชั่วคราวเพื่อลงมติต่างๆ ต่อไปได้ทันทีโดยไม่มีปัญหาทางกฎหมาย สังคมจึงกำลังจับตามองว่า บอร์ด กสทช. ที่เหลือจะใช้โอกาสนี้ปลดล็อกวิกฤตความโปร่งใสและเร่งเดินหน้าทำงานเพื่อผู้บริโภคต่อไปอย่างไร