ทุกครั้งที่เกิดไฟไหม้ใหญ่ เราจะเห็นภาพเจ้าหน้าที่ระดมกำลังเข้าตรวจสอบ มีการตั้งคณะกรรมการ มีเสียงก่นด่าจากสังคม และคำมั่นสัญญาว่าจะล้างบางสถานบันเทิงที่ไม่ได้มาตรฐาน ..แต่สุดท้าย พอเวลาผ่านไป เรื่องราวก็เงียบหายไปกับสายลม ปล่อยให้ระบบความปลอดภัยของสถานบันเทิงไทยกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่รอวันทำงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ “ไฟไหม้โรงเบียร์ ณลาดพร้าว” เมื่อกลางดึกวันที่ 12 ก.ค. ที่เพิ่งเกิดขึ้น สะท้อนชัดเจนว่าระบบความปลอดภัยในสถานบันเทิงของบ้านเรายังมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ และนี่คือโศกนาฏกรรม 3 ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
1.ซานติก้าผับ 1 มกราคม 2552
ค่ำคืนฉลองปีใหม่ที่ต้อนรับศักราชใหม่ด้วยคราบน้ำตา ต้นเพลิงเกิดจากการจุดเอฟเฟกต์พลุบนเวทีภายในอาคารปิด เพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังระบบฝ้าเพดาน โครงสร้างอาคารที่ตกแต่งด้วยสารเคมีไวไฟทำให้เกิดควันพิษหนาทึบ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 67 ราย และบาดเจ็บอีกนับร้อยคน จากการขาดอากาศหายใจและการเหยียบกันตายบริเวณประตูทางออกหลักที่มีขนาดแคบเกินไป


2.เมาน์เทน บี (Mountain B) 5 สิงหาคม 2565
ผ่านไป 13 ปี แต่เหมือนไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย โศกนาฏกรรมกลางเมืองสัตหีบที่ตอกย้ำแผลเดิม ต้นเพลิงเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณหลังคา ก่อนจะลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะตัวอาคารบุด้วยโฟมซับเสียง ซึ่งเป็นวัสดุติดไฟง่ายและเปลี่ยนสภาพเป็นหยดน้ำมันเพลิงหยดลงมาใส่ผู้คนเบื้องล่าง โศกนาฏกรรมครั้งนี้พรากชีวิตผู้คนไปถึง 26 ราย โดยอุปสรรคสำคัญคือประตูหนีไฟด้านหลังถูกล็อกปิดตาย ทำให้ทุกคนต้องทะลักออกมารวมกันที่ประตูหน้าเพียงประตูเดียว

3.โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว 12 กรกฎาคม 2026
ฝันร้ายครั้งล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นสะเทือนขวัญคนกรุง บริเวณใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 เพลิงได้เริ่มปะทุขึ้นในช่วงดึกขณะที่นักเที่ยวกำลังหนาแน่น เปลวไฟโหมกระหน่ำอย่างรวดเร็วข้ามฝ้าเพดาน ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วถึง 27 ราย(อัพเดต ณ เวลา 02.30 น. วันที่ 13 ก.ค.) โดยจุดสลดที่สุดคือการพบร่างผู้เสียชีวิตกระจุกรวมกันอยู่บริเวณทางไปห้องน้ำและภายในห้องน้ำ คาดว่าในช่วงที่เกิดเพลิงไหม้และไฟฟ้าดับ นักท่องเที่ยวไม่สามารถมองเห็นทางออกหลักได้ จึงพยายามวิ่งหนีเข้าไปหลบภัยในห้องน้ำจนถูกควันไฟรมเสียชีวิต และถูกไฟคลอกในที่สุด


3 จุดร่วมแห่งหายนะ
จาก 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็น “แพทเทิร์น” ของฉนวนเหตุที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมสุดสะเทือนใจขึ้น
1.เหล้าเก่าในขวดใหม่ของวัสดุไวไฟ
ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน เรายังคงเห็นการใช้โฟมซับเสียงราคาถูก หรือวัสดุตกแต่งภายในที่ไม่ลามไฟต่ำ เพียงเพื่อประหยัดต้นทุน โดยมองข้ามความจริงที่ว่า เมื่อเกิดประกายไฟเพียงนิดเดียว มันจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่สร้าง “ควันพิษสีดำเข้ม” ภายในไม่กี่นาที ซึ่งควันพิษนี้เองที่ทำลายทัศนวิสัยและทำให้คนหมดสติก่อนที่จะเดินถึงประตูด้วยซ้ำ
2.ประตูหนีไฟที่มีไว้แค่ให้ผ่านตรวจ
กฎหมายบังคับให้มีประตูหนีไฟ แต่ในความเป็นจริง ประตูเหล่านั้นมักถูกล็อกเพื่อป้องกันคนหนีเที่ยว หรือถูกสิ่งของวางกีดขวางจนใช้การไม่ได้เมื่อเกิดเหตุจริง อาคารจึงเปลี่ยนสภาพเป็นกล่องปิดตายทันทีเมื่อเกิดวิกฤต
3.การวิ่งเข้าห้องน้ำ… จุดหลบภัยที่กลายเป็นสถานที่สุดท้าย
ในเหตุการณ์ลาดพร้าวล่าสุดและซานติก้า เรายังคงพบร่างผู้เสียชีวิตกระจุกตัวในห้องน้ำจำนวนมาก นั่นเป็นเพราะเมื่อระบบไฟสำรองไม่ทำงาน ป้ายทางออกไม่มี หรือทางเดินถูกตัดขาดด้วยม่านควัน ผู้คนที่ไม่ได้รับการซักซ้อมหรือไม่มีข้อมูลจึงเลือกวิ่งเข้าหาห้องน้ำเพื่อใช้น้ำดับไฟ แต่..ห้องน้ำไม่มีทางทะลุออกสู่ภายนอก และจะกลายเป็นห้องรมควันพิษในเวลาต่อมา
บทเรียนจากซานติก้า, เมาน์เทนบี และโรงเบียร์ลาดพร้าว จะไม่มีความหมายเลย หากเรายังปล่อยให้ความวัวหายแล้วล้อมคอกกลายเป็นวัฒนธรรมหลักของประเทศไทย ที่แม้ว่ากฎหมายควบคุมอาคารมีอยู่ แต่ความเข้มงวดในการตรวจตราที่เข้มงวดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจิตสำนึกของผู้ประกอบก คือสิ่งที่จะช่วยหยุดวงจรเรื่องเศร้านี้ได้ เน้นย้ำก่อนจะเลือกก้าวเข้าร้านไหนในครั้งต่อไป ความปลอดภัยของสถานที่ต้องมาก่อนความสนุกเสมอ..



