เมื่อวันที่ 6 ส.ค. จากกรณีเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์มอีก 20 สตางค์/ฟอง หรือ 6 บาท/แผง โดยปรับราคาจาก 3.80 บาท/ฟอง เป็น 4.00 บาท มีผล วันศุกร์ที่ 7 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลงนั้น

โดยเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการรายย่อยตามแผงค้าปลีกและตลาดสดหลายแห่งใน จ.บุรีรัมย์ ด้าน น.ส.พรลดา วรฤกษ์ อายุ 48 ปี แม่ค้าขายไข่ไก่ในตลาดสดเทศบาลตำบลพุทไธสง อ.พุทไธสง เปิดเผยด้วยความกลัดกลุ้มว่า แม้ตัวเลขราคาขายหน้าร้านจะดูสูงขึ้นจนคนนอกมองว่าน่าจะขายดีได้กำไรเยอะ แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เพราะทุนที่รับมาก็แพงลิบลิ่ว กำไรต่อฟองแทบไม่เหลือแถมเงินหมุนเวียนในร้านต้องใช้ทุนสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ยอดขายรวมก็ลดลงเพราะลูกค้าประจำเริ่มประหยัดเงิน ซื้อลดลงจากเดิมที่เคยยกแผงก็เหลือแค่ครึ่งแผง
แม่ค้าไข่ไก่กล่าวด้วยความกังวลยอมรับว่าตอนนี้ “รวยไม่ไหวแล้ว“

ด้านนางสมบัติ อนนท์ตรี อายุ 64 ปี แม่ขายขายไข่ไก่อีกราย กล่าวว่า ได้รับแจ้งแล้วว่าวันที่ 7 ส.ค. 69 ราคาไข่ไก่จะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นฟองละ 4 บาท ท่ามกลางวิกฤติราคาไข่ไก่ที่แพงขึ้น ตนยังพอมีที่พึ่งจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือจากทางภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้
รู้สึกโชคดีที่ยังมีโครงการนี้เข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันเวลา แต่ก็เกิดความวิตกกังวลว่าหากโครงการสิ้นสุดลงในเร็วๆนี้ เนื่องจากเหลือเวลาแค่ 1 เดือน หลังหมดโครงการจะทำให้ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหนัก จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา “ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะนี้.



