เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากเจ้าของร้านค้าในพื้นที่บ้านหนองค่าย หมู่ 10 ต.บ้านบัว อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ หลังถูกคนร้ายแอบเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ภายในร้าน พร้อมต้องการแจ้งเตือนผู้ประกอบการและประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากยังพบการก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ร้าน ป.เจริญรุ่งเรือง เลขที่ 318 หมู่ 10 ต.บ้านบัว อ.เมืองบุรีรัมย์ พบ น.ส.อัจฉรา ใยแจ่ม อายุ 39 ปี เจ้าของร้าน พร้อมนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาเปิดเผย ซึ่งสามารถบันทึกพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน

น.ส.อัจฉรา เล่าว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 12.44 น. วันที่ 29 ก.ค. 2569 ขณะเกิดเหตุตนพาลูกสาววัย 7 เดือน เข้าไปนอนในเปลภายในบ้าน ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 นาที ได้มีชายอายุประมาณ 25-30 ปี สวมผ้าคลุมศีรษะและปกปิดใบหน้า เดินเข้ามาภายในร้าน ก่อนตรงไปหยิบกำไลข้อเท้าของลูกสาวจำนวน 1 คู่ ซึ่งเป็นกำไลเหรียญ 50 สตางค์ชุบทอง สีคล้ายทองคำ ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ แล้วรีบวิ่งหลบหนีออกจากร้านไป

เจ้าของร้าน กล่าวว่า ช่วงแรกยังไม่ทราบว่าถูกขโมย กระทั่งกลับมาที่ร้านพบตะกร้าบนเคาน์เตอร์ตกอยู่ และพบรอยเท้าภายในร้าน จึงตรวจสอบทรัพย์สิน ก่อนพบว่ากำไลข้อเท้าของลูกสาวหายไป เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดจึงทราบว่าถูกคนร้ายลักไปจริง

แม้กำไลดังกล่าวจะมีมูลค่าไม่มาก เนื่องจากไม่ใช่ทองคำแท้ แต่เป็นของแทนใจที่ตนและสามีตั้งใจซื้อให้ลูกตั้งแต่แรกเกิด เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ โดยเลือกซื้อแบบชุบทองแทนทองจริง เพราะเกรงว่าจะตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ แต่สุดท้ายก็ยังถูกขโมยไป คาดว่าคนร้ายน่าจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นทองคำแท้

น.ส.อัจฉรา กล่าวว่า อยากฝากถึงผู้ก่อเหตุให้หยุดพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย เพราะยังมีอาชีพสุจริตอีกมากมายให้เลือกทำ พร้อมฝากเตือนร้านค้าและประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง ไม่ควรปล่อยทรัพย์สินมีค่าไว้โดยไม่มีคนดูแล แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าของร้านได้นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองบุรีรัมย์ เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเบื้องต้นทราบตัวผู้ก่อเหตุแล้ว เป็นวัยรุ่นในพื้นที่ ซึ่งมีพฤติกรรมก่อเหตุลักเล็กขโมยน้อยเป็นประจำ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านและร้านค้าหลายแห่ง รวมถึงเคยตกเป็นเป้าหมายแม้กระทั่งทรัพย์สินภายในวัด

เจ้าของร้านยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุจนถึงที่สุด เพื่อให้หยุดพฤติกรรมและไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นอีก

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปกครองว่า ปัจจุบันผู้ก่อเหตุอาจไม่ได้แยกแยะว่าสิ่งของนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงให้เด็กเล็กสวมใส่เครื่องประดับที่อาจดึงดูดความสนใจ เพื่อความปลอดภัยของบุตรหลาน