เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้เวทีหารือระดับสูงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อหยิบยกประเด็นด้านความมั่นคงที่ประชาชนไทยกำลังให้ความสนใจ เรื่องการที่จีนส่งมอบรถถังให้กัมพูชา รัฐบาลไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการหยิบยกประเด็นด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ เข้าหารือกับผู้นำจีนได้อย่างเหมาะสม ใช้การทูตเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

“จากการหารือระหว่างผู้นำไทยและจีน ฝ่ายจีนได้ชี้แจงว่า การจัดซื้อรถถังดังกล่าวเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียด พร้อมระบุว่าเคยชะลอการส่งมอบเนื่องจากคำนึงถึงความอ่อนไหวของสถานการณ์ และยืนยันว่ายุทโธปกรณ์ดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้สร้างความเสียหายต่อประเทศไทย จุดนี้ ถือว่าภารกิจที่จีนได้ผลลัพธ์เชิงบวกกลับมาแล้ว อย่างน้อย เป็นการทำให้จีน ต้องการันตีแล้วว่า เขมรจะไม่ใช้รถถังจีนยิงไทย จากนี้ จีนต้องเอาเงื่อนไขนี้ไปย้ำกับเขมรอีกทีอย่างแน่นอน เพราะจีนต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์กับไทยให้ดีด้วยเช่นกัน เพราะไทยเอง ก็ถือว่า มีแต้มต่อในภูมิภาค ทั้งกำลังการบริโภค และความสามารถด้านการผลิต ที่เหนือกว่ากัมพูชาแน่นอน”

ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า คำชี้แจงจากจีน เป็นหลักประกัน แต่ไทยยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลได้ทำหน้าที่สอบถามข้อเท็จจริงแทนประชาชน และสะท้อนความกังวลของประเทศต่อผู้นำจีนโดยตรงไปแล้ว การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนภาวะผู้นำที่ไม่หลีกเลี่ยงประเด็นอ่อนไหว แม้จะอยู่ในการหารือกับมหาอำนาจ

“มิตรภาพระหว่างประเทศที่เข้มแข็งไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่คือการสามารถหารือกันอย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการรักษาผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ จีนได้แสดงความพร้อมสนับสนุนการลดความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเสนอช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศของการเจรจา รวมทั้งรับเป็นเจ้าภาพการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างแทนไทยในช่วงที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดประตูความร่วมมือด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลใช้เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นโอกาสในการสื่อสารและแสวงหาคำตอบต่อประเด็นด้านความมั่นคงที่ประชาชนไทยให้ความสำคัญ ซึ่งถือเป็นอีกบทบาทหนึ่งของการทูตเพื่อรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว