จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับร้านเจลาโต้ชื่อดัง ณ สยามพารากอน ที่เปิดตัวด้วยเจลาโต้ราคาถ้วยละ 159 บาทไปจนถึงราคา 559 บาท จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงปริมาณที่สวนทางกับราคา และการตั้งข้อกำหนดในการรับประทาน เช่น “ห้ามเคี้ยว” หรือ “รีบกินห้ามมัวแต่ถ่ายรูป”
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนที่น่าสนใจอย่างยิ่งของ “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชาวไทย” และ “กลยุทธ์การตลาดยุคดิจิทัล” ซึ่งเราสามารถถอดรหัสกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้

“ทำไมคนไทยถึงยอมจ่ายแพง?”
ทำไมไอศกรีมหนึ่งถ้วยที่มีราคาเทียบเท่าอาหารมื้อหรูหนึ่งมื้อ หรือเกือบเท่าค่าแรงขั้นต่ำจึงยังมีคนต่อคิวซื้อ? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ “ความหิว” แต่อยู่ที่ปัจจัยทางจิตวิทยาและสังคม
1.ความหรูหราที่เอื้อมถึงได้
ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์หรู หรือกระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลักแสนอาจเป็นเรื่องยากสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่พฤติกรรมที่เรียกว่า “Treat Culture” หรือการให้รางวัลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เข้ามาแทนที่ ผู้บริโภคยินยอมจ่ายเงินเพื่อสัมผัสประสบการณ์ความหรูหรา ในหมวดหมู่นั้นๆ
2. “อยากรู้ ต้องลอง”
คนไทยมีพฤติกรรมตอบสนองต่อกระแสบนโลกออนไลน์รวดเร็วเป็นอันดับต้นๆ เมื่อใดก็ตามที่เกิดข้อถกเถียงหรือปรากฏการณ์ “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” แรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาจะเปลี่ยนจากความอยากกินไปสู่ “ความอยากรู้เพื่อหาคำตอบ” ผู้บริโภคจำนวนมากยินดีจ่ายเงินหลักร้อยไม่ใช่เพราะเป็นสาวกเจลาโต้ แต่เพื่อต้องการ “พิสูจน์ด้วยตัวเอง” ว่ารสชาติและสิ่งที่เป็นดราม่านั้นสมคำเล่าลือจริงหรือไม่ การยอมควักกระเป๋าจ่ายในลักษณะนี้คือการซื้อ “ความสบายใจที่จะไม่ตกกระแส” เพื่อให้สามารถมีส่วนร่วมในบทสนทนาของสังคมได้

3.การบริโภคเพื่อสร้างคอนเทนต์
ในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อโดยเฉพาะ Micro-influencers ซึ่งมีพื้นที่โซเชียลมีเดียของตัวเองนั้น ทำให้ไอศกรีมหนึ่งถ้วยไม่ได้มีสถานะเป็นแค่ของหวาน แต่เป็น “วัตถุดิบในการทำคอนเทนต์” การได้ไปถ่ายรูปเช็กอิน รีวิวรสชาติลง TikTok, Instagram หรือ Facebook เพื่อบอกเล่าประสบการณ์อันเป็นกระแส คือการสร้างมูลค่าเพิ่มส่วนตัวที่ผู้บริโภคประเมินแล้วว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป เพราะภาพถ่ายหรือวิดีโอเหล่านั้นจะช่วยดึงดูดความสนใจ (Engagement) จากกลุ่มเพื่อนและผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี
4.การซื้อมูลค่าทางสังคมเพื่อส่งต่อภาพลักษณ์
สืบเนื่องจากการทำคอนเทนต์ ยุคนี้เราไม่ได้กินไอศกรีมด้วยปากเพียงอย่างเดียว แต่เรากินด้วยกล้องและการเช็กอิน การได้ครอบครองเจลาโต้ที่กำลังเป็นกระแส ผู้บริโภคจึงยอมจ่ายเพื่อนำไปแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย เป็นการสร้างสถานะและภาพลักษณ์ความเป็น “ผู้มีรสนิยม” หรือ “ผู้ทันกระแส” ให้กับตัวเอง

การตลาดกำลัง Overprice (แพงเกินจริง) หรือไม่?
1.ราคาพรีเมียมที่สะท้อน “ต้นทุนแท้จริง” (สมเหตุสมผลในฝั่งผู้ผลิต)
หากวิเคราะห์จากมุมมองต้นทุน (Cost-Based) เราจะพบว่าตัว “วัตถุดิบนำเข้า” โดยเฉพาะวัตถุดิบอย่างพิสตาชิโอ DOP หรือเมล็ดกาแฟประมูลพิเศษ มีต้นทุนสูงกว่าวัตถุดิบทั่วไปหลายเท่าตัว อีกทั้ง “Yield (ปริมาณที่ได้)” ในการทำเจลาโต้แบบ 0% Air หมายความว่าในปริมาตรถ้วยเท่ากัน เจลาโต้ของแบรนด์ดัง จะมี “เนื้อไอศกรีมล้วนๆ” หนาแน่นกว่าไอศกรีมทั่วไปที่อัดอากาศเข้าไป 30% ถึง 50% อีกทั้งทำเลที่ตั้งในห้างสยามพารากอนยังมี “ต้นทุนแฝงระดับสูง”
และเมื่อคำนวณทั้งหมดนี้ อัตรากำไร (Margin) ของร้านอาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด ดังนั้น ในมุมของผู้ผลิต ราคาดังกล่าวจึงไม่ได้ “Overprice” แต่เป็นการตั้งราคาเพื่อให้อยู่รอดได้ภายใต้โมเดลธุรกิจแบบ Niche-Premium

2.ความผิดพลาดของการตลาดที่ทำให้ดู “Overprice” (ในมุมมองผู้บริโภค)
แม้ในทางบัญชีราคาจะไม่เกินจริง แต่ในทาง “การรับรู้” ของคนส่วนใหญ่ กลับรู้สึกว่าร้านนี้ Overprice สาเหตุสำคัญเกิดจาก “การสื่อสารที่ขาดสุนทรียศาสตร์และการตลาดที่ตึงเครียดเกินไป” โดยเฉพาะ “ราคาและขนาด” ที่ไอศกรีมขนาดถ้วยที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับราคา ทำให้เกิดภาพจำเชิงลบในแง่ความคุ้มค่าเชิงปริมาณทันที
อีกทั้งการทำการตลาดที่มี “การตั้งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด” โดยเฉพาะคำแนะนำว่า “ห้ามเคี้ยว” หรือการห้ามถ่ายรูปที่สื่อสารออกมาอย่างแข็งกร้าวปะปนดราม่า ตลอดจนการใช้ประโยคที่กระทบกระเทือนจิตใจผู้บริโภค เช่น การวิจารณ์ Mindset “คนในกะลา” ได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์จาก “ความหรูหราที่น่าทะนุถนอม” กลายเป็น “ความมั่นใจที่เย่อหยิ่ง” เมื่อคุณค่าทางอารมณ์ติดลบเช่นนี้ แน่นอนว่าเมื่อผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ไม่ได้ให้เกียรติพวกเขา “คุณค่าทางอารมณ์” ที่เคยเป็นตัวช่วยอุ้มราคาแพงไว้ย่อมพังลง เหลือเพียงไอศกรีมถ้วยเล็กราคาหลักร้อยที่จับต้องได้ยาก ส่งผลให้เกิดกระแสสะท้อนกลับว่าแบรนด์นี้ “Overprice” และ “ขายแต่กระแส” ในที่สุด

จากดราม่า “เจลาโต้แบรนด์ดัง” นี้เอง ย่อมชี้ให้เห็นว่า “ราคาจะพรีเมียมแค่ไหนก็ได้ หากแบรนด์สามารถส่งมอบความนอบน้อมและประสบการณ์ที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกได้รับการยกย่อง” แต่เมื่อใดก็ตามที่การตลาดก้าวล้ำเส้นจากการนำเสนอความเหนือระดับไปสู่การกดทับผู้บริโภค เมื่อนั้นราคาพรีเมียมจะถูกตราหน้าว่า Overprice ทันที และแบรนด์จะต้องจ่ายราคาแพงด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสังคม..



