เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงค่ำของวันนี้ (20 ก.ค.) ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจร่วมคณะของนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค. 2569 สำหรับการเยือนฟิลิปปินส์ของนายสีหศักดิ์ครั้งนี้ มีกำหนดการเข้าร่วมประชุมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 59 การประชุมระดับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และกิจกรรมครบรอบ 50 ปีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) ซึ่งรวมถึงการประชุมอัครภาคีแห่ง TAC ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ค. 2569 ที่ Philippines International Convention Center (ศูนย์การประชุมนานาชาติแห่งฟิลิปปินส์) กรุงมะนิลา โดยคาดว่าจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศหรือผู้แทนจาก 69 ประเทศ/องค์กร เข้าร่วม

สำหรับภาพรวมของการประชุมมีวาระสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค การยกระดับบทบาทอาเซียนให้อาเซียนเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนความร่วมมือและการแก้ปัญหาสำคัญต่างๆ การจัดการวิกฤติการณ์ในภูมิภาค ซึ่งการผลักดันให้ประเทศเมียนมาปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน เพื่อสนับสนุนการสร้างสันติภาพในประเทศเมียนมา อีกทั้งจะหารือถึงการรับมือกับปัญหาภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ด้วยการเร่งผลักดันความร่วมมืออาเซียนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง

ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์จะขึ้นกล่าวถ้อยแถลงในเวที การประชุมที่สำคัญหลายวงประชุม ร่วมกับ รมว.ต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียน และในการประชุมร่วมกับประเทศคู่เจรจา อาทิ อาเซียน-สหรัฐอเมริกา, อาเซียน-จีน, อาเซียน-เกาหลีใต้, อาเซียน-รัสเซีย นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์จะหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีของอีกหลายประเทศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ

ขณะที่กิจกรรมครบรอบ 50 ปีสนธิสัญญา TAC นายสีหศักดิ์ และนาย Francisco Pérez Mackenna รมว.ต่างประเทศชิลี จะร่วมกันเป็นผู้ดำเนินการประชุมอัครภาคีแห่งสนธิสัญญา TAC ภายใต้หัวข้อ “การผลักดันความร่วมมือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามและความท้าทายรูปแบบใหม่ (Advancing Cooperation in Addressing Emerging Threats and Challenges)” ซึ่งประเทศที่เข้าร่วมเวทีนี้ จะลงนามยอมรับหลักการสันติภาพและกฎบัตรอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนบทบาทของไทยในเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติต่อไป.