นายกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) เปิดเผยว่า บริษัท แม่ทองสุกเซ็นทรัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ แม่ทองสุก ร่วมกับบริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด ภายใต้ ออร์บิกซ์ กรุ๊ป บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย เปิดตัว “MTS Gold Investment Token” ซึ่งเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างการลงทุนรูปแบบใหม่ในอุตสาหกรรมทองคำไทย
สำหรับการลงทุนโทเคนดิจิทัลลงทุนทองคำครั้งนี้ เป็นแบบถือครองจนครบกำหนด 3 ปี จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนพิเศษที่อ้างอิงราคาทองคำเพิ่ม โดยการเสนอขายโทเคนดิจิทัลครั้งนี้ จะนำเงินจากการระดมทุนไม่น้อยกว่า 90% ไปลงทุนซื้อทองคำแท่ง 96.5% เพื่อเป็นสินค้าคงคลังสำหรับดำเนินธุรกิจค้าทองคำแท่งผ่านสาขาของห้างทองแม่ทองสุก 13 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงสาขาที่จะขยายในอนาคต จึงทำให้รูปแบบรายได้ของโทเคนดิจิทัลเชื่อมโยงกับธุรกิจค้าทองคำแท่ง และอีกไม่เกิน 10% จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
ส่วนผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิได้รับผลตอบแทน 2 ส่วนคือ ผลตอบแทนคงที่ในอัตรา 3% ต่อปี เป็นพื้นฐานตลอดอายุโครงการ จ่ายผลตอบแทนปีละ 1 ครั้ง และ โอกาสได้รับผลตอบแทนพิเศษเป็นส่วนต่างจากราคาทองคำตามสัดส่วนทองคำต่อโทเคนที่ถือครอง หากราคาขายทองคำเฉลี่ยเพื่อปิดโครงการสูงกว่าราคาซื้อทองคำถัวเฉลี่ยเพื่อเริ่มโครงการ และเมื่อครบอายุโครงการ 3 ปี ผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิได้รับเงินลงทุนเริ่มต้นคืนเต็มจำนวน ซึ่งแหล่งที่มาของเงินจะมาจากรายได้และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของโครงการ
ขณะที่แนวโน้มราคาทองคำในปีนี้ มีความผันผวนสูงจากปัจจัยสงครามและสถานการณ์โลก โดยในช่วงต้นปีราคาเปิดที่ประมาณ 4,330-4,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ก่อนจะพุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ 5,500-5,600 ดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่งมีการปรับตัวลดลงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ราคาทองคำเริ่มกลับเข้าสู่ฐานที่สำคัญบริเวณ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนระยะยาว โดยมองว่าระดับราคา 63,000-64,000 บาทต่อบาททองคำ เป็นจุดที่ท้าทายและเหมาะสมในการทยอยเก็บสะสม
ส่วนแนวโน้มระยะสั้น 1-2 เดือน ราคาทองคำกำลังทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยมีจุดต่ำสุดของปีอยู่ที่ประมาณ 3,950 ดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยคือราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 90-100 ดอลลาร์สหรัฐ และยืนระยะได้นานกว่า 1 เดือน จะเป็นปัจจัยกดดันทองคำอย่างหนัก เพราะจะส่งผลให้เงินเฟ้อในสหรัฐสูงขึ้น และอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย และอาจให้ราคาทองคำหลุดแนวรับไปอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐ หรือลึกสุดที่ 3,600 ดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตามในระยะกลาง ถึงสิ้นปี สถาบันการเงินระดับโลกหลายแห่งปรับคาดการณ์ราคาช่วงปลายปีลงมาอยู่ที่ระดับ 4,500-4,900 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่เคยมองไว้สูงกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นปี และระยะยาว มากกว่า 6 เดือน มีโอกาสราคาจะพุ่งไปสู่ 6,000-8,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคต หากสงครามสงบ น้ำมันนิ่ง ไม่ถูกกดดันจากฮอร์มุซ และเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยหรือเริ่มปรับลดดอกเบี้ย จะเป็นแรงส่งให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว



