หลังฉากเคาะชื่อ…มีการถก-ยกประเด็น ชี้ความสำคัญการตั้งให้คำนึงหลักเกณฑ์“อาวุโส-ความรู้ความสามารถ” โดยเฉพาะประสบการณ์งานสืบสวนสอบสวนและงานป้องกันควบคู่ และเมื่อเทียบน้ำหนักแบบปอนด์ต่อปอนด์ ชื่อของ“พล.ต.อ.สำราญ”จึงมาวิน เหตุคุณสมบัติครบเครื่องได้ทั้ง “บู๊-บุ๋น” ผ่านงานสำคัญครบทุกมิติ
ทั้งถวายความปลอดภัย-สืบสวนสอบสวน-จราจร-งานมั่นคงชายแดนใต้ ซ้ำเป็นตัวเลือกเพียงคนเดียวที่เคยคุม “นครบาล” บริหารกำลังพลขนาดใหญ่กว่า 20,000 นาย ทำให้มีภาวะผู้นำสูง ต่างจาก“แคนนิเดต”รายอื่น ที่ไม่เคยผ่านการบริหารงานในกองบัญชาการหลัก-หัวหน้าสถานี จึงไม่เคยบริหารหน่วยงานที่มีลักษณะงานครบทั้ง 5 ด้าน
การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอาณาจักรโล่เงินของ “พล.ต.อ.สำราญ” ได้รับความสนใจมาก เหตุที่มี“อายุราชการ”เหลืออีก 7 ปี โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2576 ซึ่งหากเป็นไปตามปกติ จะทำให้กลายเป็น ผบ.ตร. ที่“ครองตำแหน่ง ยาวนานที่สุด”เป็นประวัติศาสตร์เก้าอี้ ผบ.ตร.

ทุบสถิติเดิมของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. คนที่ 11 ที่เคยดำรงตำแหน่งไว้ 5 ปี (ต.ค.2558 – ก.ย. 2563) รวมถึงอดีต ผบ.ตร. รายอื่น ๆ อย่าง พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. คนที่ 3 ที่ครองตำแหน่ง 3 ปี (ต.ค.2544 – ก.ย. 2547) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. คนที่ 4 ที่ครองตำแหน่ง 2 ปี 6 เดือน (ต.ค.2547 – เม.ย.2550) และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. คนที่ 12 ที่ดำรงตำแหน่ง 2 ปี (ต.ค. 2563 – ก.ย. 2565) ลงอย่างสิ้นเชิง
นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ปกติแล้วผู้ดำรงตำแหน่ง“ผบ.ตร.” มักมีวาระเฉลี่ยเพียง 1-2 ปีก่อนเกษียณอายุราชการเท่านั้น และถือเป็นการเริ่มต้นของผู้นำที่มีโอกาสบริหารองค์กรตำรวจได้ยาวนานที่สุด กลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนั่นนำมาสู่คำถามใหญ่ถึง“ข้อดี”และ“ข้อเสีย”ของการกุมอำนาจบริหารยาวนานถึง 7 ปี
แน่นอนว่า“ผู้สันทัดกรณีในแวดวง”ต่างเปรียบเปรยว่า ภายใต้บังเหียน 7 ปีของ “พล.ต.อ.สำราญ” เสมือนบันได 7 ขั้นที่ต้องก้าวข้าม เพราะย่อมเป็นทั้ง“โอกาส-ความท้าทาย”

“โอกาส”ที่มีเวลามากพอในการวางรากฐาน ยุทธศาสตร์ ปฏิรูปองค์กรระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปรับปรุงโครงสร้างและสร้างระบบงานที่มีความต่อเนื่องจริงจัง โดยไม่ต้องเปลี่ยนทิศทางไปตามกระแสการเมือง หรือการสับเปลี่ยนรัฐบาลเหมือนอดีต
เนื่องจากที่ผ่านมา สังคมไทยได้ยินคำว่า“ปฏิรูปตำรวจ” ซ้ำไปซ้ำมา ก็ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม การมีผู้นำที่ครองตำแหน่งยาวนานจึงช่วยให้สามารถปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ผลักดันยุทธศาสตร์ และสร้างระบบงานที่มีความต่อเนื่องจริงจัง นี่จึงเป็นจังหวะทองสีกากีที่ผบ.ตร.จะใช้วาระ 7 ปีทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เปิดทางสร้างระบบงานตำรวจยุคใหม่
ทว่าอีกด้านก็ต้องเผชิญ“ความท้าทาย”มหาศาล เพราะยิ่งดำรงตำแหน่งนาน “ความคาดหวัง”จากสังคมต่อ“ผลงาน”ก็ยิ่งสูงขึ้น ซ้ำยังถูกจับตาหนักในประเด็นความเสี่ยงเรื่องการฝังรากเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ ตลอดจนการเกิดภาวะ“คอขวด”ในการเจริญเติบโตทางตำแหน่งของ“ตำรวจรุ่นน้อง” ซึ่งอาจกระทบโดยตรงต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการตำรวจในระยะยาว

ก้าวแรกบนเก้าอี้พิทักษ์ 1 พล.ต.อ.สำราญ ต้องเผชิญกับโจทย์หินรอบด้านที่รอการพิสูจน์ฝีมือ ทั้งการปฏิรูปองค์กร ให้สอดคล้องตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ควบคู่ไปกับการกวาดล้างอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ รวมทั้งกู้ภาพลักษณ์-วิกฤติศรัทธา
ท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับอายุราชการ ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร. ด้วยวัยเพียง 53 ปี ว่าจะสามารถบริหารปกครองและถ่วงสมดุลอำนาจระหว่างรุ่นพี่-รุ่นน้องในองค์กรอย่างเรียบร้อยได้หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการทำงาน

เนื่องจาก พล.ต.อ.สำราญ ผ่านบทพิสูจน์ความสามารถด้านบริหารจัดการกำลังพลและการปกครองบังคับบัญชาอย่างเป็นรูปธรรมมาแล้วเด่นชัด ตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีโครงสร้างใหญ่และซับซ้อน ดังนั้น ประสบการณ์ดังกล่าวจึงเป็นเครื่องยืนยันถึงภาวะผู้นำ ความคล่องตัว และศักยภาพในการประสานความร่วมมือ
พล.ต.อ.สำราญ เคยระบายความรู้สึกเมื่อครั้งนั่งเก้าอี้ ผบช.น. หลังถูกถาม“อาวุโสน้อย”มีข้อได้เปรียบหรือไม่ โดยมองว่ามีข้อได้เปรียบมาก ถ้าเราบริหารความอาวุโสน้อยของเราให้ดี เพราะถ้ามีผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งอาวุโสสูง ใครกล้าเสนอความเห็นมากบ้าง
โอกาสทองบนเก้าอี้“พิทักษ์ 1” ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ กับ“โจทย์หิน”ที่ไม่ได้วัดแค่การอยู่ครบวาระ แต่คือการพิสูจน์ฝีมือ“แม่ทัพคนใหม่”ที่จะกำหนดทิศทาง ชี้ชะตาเหล่าสีกากี-เรียกคืนความเชื่อมั่น กู้ศรัทธาประชาชน “บันได 7 ขั้น”ของ พล.ต.อ.สำราญ ได้เริ่มขึ้นแล้ว!!!
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



