ถ้อยคำเรียบง่ายแต่หนักแน่นนี้คือเสียงของ “รุ่งทวี คำแข็ง” ผู้ใหญ่บ้าน ม.12 ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี และประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์สว่างวีระวงศ์ (บ้านคำนกเปล้า) ต.ท่าช้าง อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี ชายผู้พลิกพืชท้องถิ่นธรรมดาให้กลายเป็นของดีประจำอำเภอ พร้อมวางรากฐานอาชีพที่มั่นคงให้คนในชุมชน แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เส้นทางที่ทำก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและหยดน้ำตามากมาย ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปสัมผัสเรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ ผ่านมุมคิดของผู้นำชุมชนคนหนึ่งที่เชื่อว่า… ความสำเร็จต้องเติบโตไปพร้อมกับผู้คนรอบตัว

รุ่งทวี คำแข็ง ปธ.กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์สว่างวีระวงศ์ (บ้านคำนกเปล้า)

ย้อนกลับไป “บ้านคำนกเปล้า” ผูกพันกับ “มะม่วงหิมพานต์” มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ยุคโครงการอีสานเขียวที่ส่งเสริมพืชเศรษฐกิจแก้จน โดยชุมชนแห่งนี้ปลูกและดูแลสวนมะม่วงหิมพานต์ต่อมากว่าสามทศวรรษแล้ว ซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 400 ไร่ กระจายอยู่ทั่วตำบล แต่ภาพความสำเร็จของวันนี้ เมื่อมองกลับไปในอดีตกลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตาของชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านในตอนนั้นทำได้เพียงเก็บผลผลิตไปขายเป็นเม็ดดิบให้พ่อค้าคนกลาง โดยต้องเผชิญปัญหาถูกกดราคาอย่างรุนแรงและไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด กระทั่งวันนี้เมื่อเกษตรกรที่มีศักยภาพในพื้นที่รวมตัวกัน และหันมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วเกลือพร้อมทานคุณภาพดี พวกเขาจึงเริ่มมีอำนาจกำหนดราคาขายเอง อีกทั้งยังสามารถเลือกเก็บผลผลิตไว้แปรรูปยามราคาตกต่ำ จนค่อย ๆ ตัดวงจรการกดราคาได้อย่างยั่งยืน

ผู้สูงอายุในชุมชนบ้านคำนกเปล้า

ตัวผมเองก็คลุกคลีอยู่กับมะม่วงหิมพานต์มาตั้งแต่เด็ก เริ่มจากรับจ้างเก็บเม็ดมะม่วงตามไร่นา ได้ค่าแรงเพียงกิโลกรัมละ 3-4 บาท เพื่อนำเงินไปเรียนหนังสือตั้งแต่อายุประมาณ 13-14 ปี” รุ่งทวี ผู้ก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต จากเด็กชายที่เติบโตท่ามกลางสวนมะม่วงหิมพานต์ เขามองเห็นความเหนื่อยยากของเกษตรกรมาตลอด โดยเฉพาะความเจ็บปวดจากราคาผลผลิตที่ถูกกดจนแทบไม่มีอำนาจต่อรอง คำถามหนึ่งจึงฝังอยู่ในใจเสมอว่า เหตุใดคนที่ลงแรงมากที่สุด จึงกลับได้รับผลตอบแทนน้อยที่สุด และความไม่ยุติธรรมของกลไกตลาดในวันนั้น กลายเป็นไฟในใจที่ผลักดันให้รุ่งทวีตั้งเป้าว่า สักวันหนึ่งจะต้องหาทางคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้านให้ได้

เมื่อเติบโตขึ้น เขาได้ลองเปลี่ยนบทบาทจากเด็กรับจ้างมาเป็นผู้รวบรวมผลผลิตไปขายเอง แต่ปลายทางก็ยังหนีไม่พ้นราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง เขาจึงตระหนักว่า การขายเม็ดดิบเพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างความยั่งยืนได้ ทางออกที่แท้จริงคือเปลี่ยนจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” มาเป็น “ผู้แปรรูป” ด้วยตนเอง เพื่อดึงอำนาจในการกำหนดราคากลับคืนสู่มือเกษตรกร

คั่วเกลือแบบโบราณ

ช่วงแรกของการก้าวสู่การเป็นผู้แปรรูป เต็มไปด้วยความบอบช้ำ เพราะเรายังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญ เครื่องกระเทาะเปลือกที่ลงทุนซื้อด้วยเงินเก็บพังเสียหาย ผลผลิตแตกหักจนเสียราคา และขาดทุนหนักจนเกือบจะถอดใจ” รุ่งทวีเล่าถึงบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อเส้นทางเริ่มต้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แต่แทนที่จะยอมแพ้ เขาเก็บทุกความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน เปลี่ยนจากการก้าวกระโดดเป็นการเรียนรู้ทีละขั้น พัฒนาทักษะทีละอย่าง และค่อย ๆ วางรากฐานการทำงานให้มั่นคงขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงเมื่อ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (...) เข้ามาเติมพลังให้ชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งพาประธานกลุ่มและสมาชิกไปศึกษาดูงาน เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ สนับสนุนเครื่องกระเทาะเปลือกรุ่นแรกจากจังหวัดอุตรดิตถ์ให้ทดลองใช้ รวมถึงสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนผ่านสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย จำนวน 500,000 บาท เพื่อใช้ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานการผลิต และช่วยเปิดทางให้สินค้าชุมชนก้าวออกสู่ตลาดได้กว้างขึ้น

รุ่งทวีบอกว่า อีกหนึ่งต้นทุนล้ำค่าที่กลุ่มได้รับคือ “มรดกทางปัญญา” ได้แก่ “สูตรการคั่วแบบโบราณ” จากเจ้าของโรงงานผู้เคยส่งออกมะม่วงหิมพานต์ไปถึงทวีปยุโรป ด้วยความเมตตาและความตั้งใจอยากเห็นเกษตรกรยืนหยัดได้ด้วยขาของตนเอง เขาจึงมอบสูตรลับการทำ “มะม่วงหิมพานต์คั่วเกลือแบบโบราณ” ให้เป็นจุดขายสำคัญของกลุ่ม กลายเป็นรสชาติที่ไม่เพียงอร่อย แต่ยังมีเรื่องราวของภูมิปัญญาและความหวังซ่อนอยู่ในทุกเม็ด

รุ่งทวีกับภรรยา

การเริ่มต้นก่อตั้งกลุ่มไม่ใช่เรื่องง่าย ในตอนแรกมีสมาชิกเข้าร่วมเพียง 12 คนเท่านั้น เนื่องจากชาวบ้านคนอื่น ๆ ยังไม่มั่นใจในความเป็นไปได้ เราจึงต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำให้เขาเห็นก่อน” รุ่งทวีเล่าถึงวันแรกของการรวมพลัง แม้ต้องลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ความมุ่งมั่นไม่เคยแผ่วลง จนในที่สุดยอดสั่งซื้อเริ่มหลั่งไหลเข้ามา และสมาชิกขยายเพิ่มเป็น 21 คน ซึ่งส่วนใหญ่คือ “ผู้สูงอายุ” ในชุมชน และต่อมาเมื่อสินค้าขายดีจนผลิตไม่ทัน รุ่งทวีตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการ “ขายวัว” ของตนเอง เพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องกระเทาะเมล็ดเพิ่มอีก 3 เครื่อง แก้ปัญหาชาวบ้านที่ต้องนั่งต่อคิวรอใช้เครื่องเพียงเครื่องเดียว การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่แค่การลงทุนในเครื่องจักร แต่คือการลงทุนในโอกาส อาชีพ และอนาคตของคนทั้งหมู่บ้าน

กับคุณแม่และลูกสาว

ในช่วงแรกที่เริ่มทำ กลุ่มมีเครื่องกะเทาะเมล็ดเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น ชาวบ้านพากันมานั่งเข้าแถวรอคิว เพื่อรอใช้งานเครื่องกะเทาะเพียงเครื่องเดียวที่มีอยู่ จึงตัดสินใจขายวัวเพื่อนำเงินมาซื้อเครื่องกะเทาะเพิ่ม เพื่อให้ชาวบ้านในชุมชนได้มีงานทำ มีรายได้ และไม่ต้องมานั่งรอคิวกันนาน ๆ” รุ่งทวีเล่าด้วยน้ำเสียงของคนที่เห็นคุณค่าของชุมชนมากกว่าสิ่งของ เพราะวัวที่ขายไปในวันนั้น ได้แปรเปลี่ยนเป็นโอกาส อาชีพ และรอยยิ้มที่กลับคืนสู่บ้านคำนกเปล้า

เขาบอกว่า หัวใจของเม็ดมะม่วงหิมพานต์แปรรูปของกลุ่มอยู่ที่ “สูตรคั่วหมกเกลือโบราณ” ที่ผสานกับการคัดเลือกสายพันธุ์คุณภาพสูงอย่างพันธุ์ ศก. ศรีสะเกษ 60-1-2 และพันธุ์สิริชัย ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเมล็ดใหญ่ เปลือกบาง เนื้อแน่น ให้รสชาติหวานมันกลมกล่อม ยิ่งกว่านั้น แม้ต้นมะม่วงหิมพานต์อายุเก่าแก่กว่าสามสิบปี แต่ได้รับการบำรุงดูแลอย่างถูกวิธี ก็ยังให้ผลผลิตสูงถึง 100 กิโลกรัมต่อต้น หรือเฉลี่ย 300-400 กิโลกรัมต่อไร่ รุ่งทวีอธิบายเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้มภูมิใจ ที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ชาวบ้านทุกคนเฝ้าดูแลด้วยความอดทนเป็นอย่างดีให้ผลตอบแทนกลับมาที่แสนคุ้มค่า

นอกจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เขายังกล่าวว่า สิ่งที่กลุ่มยึดถือมาตลอด คือยังยึดมั่นการทำงานแบบ “แฮนด์เมด” ทุกขั้นตอน โดยชาวบ้านและผู้สูงอายุจะมารวมตัวกันกระเทาะเปลือกทีละเม็ดด้วยความใจเย็น เพื่อไม่ให้แตกหักเสียหาย

ชาวบ้านและผู้สูงอายุในชุมชนจะมารวมตัวกันเพื่อกะเทาะเปลือกทีละเม็ดด้วยความใจเย็น การกะเทาะด้วยมือไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของเม็ดไม่ให้แตกหักเสียหายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างคุณค่าทางจิตใจให้แก่ผู้สูงวัยในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อม ๆ กัน”

“รุ่งทวี” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์สว่างวีระวงศ์ (บ้านคำนกเปล้า)บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึง “เป้าหมาย” ต่อไปว่า อยากเห็นมะม่วงหิมพานต์กลายเป็นสินค้าที่เป็นหน้าเป็นตาของอำเภอสว่างวีรวงศ์ ที่ใครก็ตามที่มาเยือนจังหวัดอุบลราชธานี “ต้องนึกถึงเม็ดมะม่วงหิมพานต์บ้านคำนกเปล้า” แห่งนี้ รวมถึงอยากผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนนี้ก้าวสู่การเป็น “OTOP ระดับจังหวัด” ต่อไปด้วย “ตอนนี้ที่วางแผนไว้คือดึงคนรุ่นใหม่กลับมาช่วยขับเคลื่อนการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า และให้ชุมชนเติบโตไปกับโลกยุคใหม่อย่างมั่นคง เพราะความสำเร็จที่แท้จริงนั้น…ไม่ใช่การเติบโตเพียงลำพัง”

รอยยิ้มผู้สูงอายุคือกำไร’

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องผลกำไรในเชิงธุรกิจ แต่คือการสร้าง คุณค่าและชีวิตใหม่ให้กับคนในท้องถิ่น” รุ่งทวี ประธานกลุ่มกล่าว พร้อมอธิบายว่า “ผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์” ของกลุ่มกลายเป็น “ที่พึ่งสำคัญของคนวัยเกษียณ” ที่เคยนั่งเหงาอยู่บ้าน ก็ได้มาช่วยงานแกะ ลอกเยื่อ และคั่วเม็ดมะม่วง ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างรายได้เสริมที่มั่นคง เพราะแต่ละคนจะได้ค่าจ้างเหมาที่เฉลี่ย 3,000 ถึง 8,000 บาทต่อเดือน แต่คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนยังได้รับความภาคภูมิใจ ที่ได้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่า มีศักยภาพ ไม่ได้เป็นภาระของลูกหลานอีกด้วย นอกจากนั้นทางกลุ่มยัง “เป็นสะพานเชื่อมคนสองวัย” โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มได้รองรับแรงงานคนรุ่นใหม่ที่ตกงานจากเมืองใหญ่ด้วย โดยปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่มาทำงานกับกลุ่มแล้วมากกว่า 50 คน ทำให้ลูกหลานไม่ต้องทิ้งบ้านไปทำงานไกล ๆ แต่ได้อยู่ดูแลพ่อแม่และผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด ที่เป็นการเติมความอบอุ่นและความสุขให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านอีกครั้ง “การที่เราสามารถทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านเรามีงานทำ แล้วก็มีรายได้ กับมีรอยยิ้ม แค่นี้ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว”.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน