อย่างไรก็ตาม ในมิติสังคมมีการเคลื่อนไหวหลายส่วนที่น่าสนใจ ซึ่งล้วนสะท้อนมุมมองที่ควรเพิ่มขึ้นในเรื่องความปลอดภัย และช่องโหวกฎหมายที่ควรปรับแก้          

“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในเครือข่ายที่ออกมาแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ความสูญเสียครั้งนี้ อย่าง สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) โดยนายธีระ วัชรปราณี  ผอ.สคล. เผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกกับเพลิงไหม้ในสถานบันเทิงที่มีการจัดแสดงดนตรี มีการจำหน่ายแอลกอฮอล์  ลักษณะอาคารปิดทึบ  และมีผู้เข้าไปใช้บริการเป็นจำนวนมาก

จากบทเรียน 2 ครั้งทั้งเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ในกทม.(ปี 2552)  และเมาเทน บี จ.ชลบุรี(ปี 2560)  สะท้อนหลายปัญหา อาทิ ความประมาทของสถานที่ที่ไม่ได้ดูแลเข้มงวด ช่วงเกิดเหตุ“ทางหนีไฟ”กลับใช้งานไม่ได้  จุดนี้สะท้อนชัดเจนเรื่องการจัดการด้านความปลอดภัย

พร้อมระบุ  ประเทศไทยเองอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว-การสร้างรายได้  แต่กลับละเลยการดูแลความปลอดภัยทั้งที่ตอนเกิดเหตุกับซาติก้าผับก็เห็นปัญหาเรื่องโครงสร้างด้านกฎหมายว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงเรื่องอาคารที่ใช้ทำเป็นสถานบริการว่าต้องดูแลอย่างไร

“กระทั่งต่อมามีการออกกฎหมายเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่เท่าทันสถานการณ์ของร้านค้า  ร้านอาหารต่าง ๆ ที่ปรับตัวปรับยุค  กลายเป็นร้านที่คล้ายกับสถานบริการขึ้นมา  แล้วช่องว่างทางกฎหมายก็เกิดขึ้น”

ข้อสำคัญคือ การจัดการด้านความปลอดภัยนั้นยังไม่เท่าทันกับสถานการณ์ และสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ “เจ้าหน้าที่รัฐ”ที่เป็น“จุดสำคัญ”ที่จะต้องดูแลด้านความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ต้องทบทวนแนวทางจัดการแก้ปัญหาต่างๆรวมทั้งกฎหมายด้วย

สำหรับกฎหมายที่มีในปัจจุบัน เรื่องการตรวจสอบสภาพอาคาร ด้านความปลอดภัย  วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ  รวมถึงป้ายแจ้งเตือนต่าง ๆ การติดตั้งไฟส่องสว่างภายในอาคารที่มีความมืดทึบ ครอบคลุมแค่ร้านที่เป็นสถานบริการ ซึ่งเป็นกฎหมายที่อยู่ในพื้นที่“โซนนิ่ง”ที่อยู่ภายใต้กฎหมายสถานบริการจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม  พอมีร้านบางแห่งเปิดให้บริการลักษณะคล้ายสถานบริการและจดทะเบียนภายใต้พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ.2535  มีการขออนุญาตใช้เสียงและมีการแสดงดนตรี แต่การเปิดร้านจะเปิดได้“ไม่เกิน”เที่ยงคืน  บรรดาร้านเหล่านี้จะใช้ช่องว่างจุดนี้ในการเปิดร้าน

ทั้งนี้ หลายร้านอาจมีการ“ล้ำเส้น”เกิดขึ้น  และเมื่อร้านเหล่านี้เปิด“นอกพื้นที่โซนนิ่ง” ก็ไม่สามารถใช้กฎหมายสถานบริการมาตรวจสอบเรื่องสภาพอาคาร รวมไปถึงการตกแต่งภายในร้านได้  ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องข้อกฎหมาย  แต่ข้อของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นจุดที่หละหลวม

เมื่อเห็นแล้วว่าเจตนาของสถานประกอบการนี้ อาจเข้าข่ายลักษณะคล้ายสถานบริการ ไม่ใช่ร้านอาหาร ซึ่งการดำเนินการก็ควรบังคับใช้กฎหมายได้เลย

“เช่นคุณไม่ได้จดทะเบียนเป็นสถานบริการ แล้วคุณอยู่นอกโซนนิ่ง  ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มันทำให้เกิดช่องว่าง และเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดการลักลั่นของกลุ่มสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ที่อยู่นอกพื้นที่โซนนิ่ง”

สำหรับข้อแนะนำเพื่อป้องปรามเหตุลักษณะนี้อีกในอนาคตอาจมี 2-3 ส่วน คือ 1.มาตรการเร่งด่วน-การตรวจสอบสถานบริการ  หรือสถานที่คล้ายกับสถานบริการทั่วประเทศ   ในกรณีร้านที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการก็ควรต้องใช้มาตรการตรวจสอบให้เข้มข้นเหมือนการตรวจสอบสถานบริการ

2.การต้องมาแก้กฎหมายสถานบริการให้มีขอบเขตดูแลร้านที่ดูคล้ายสถานบริการด้วย เพื่อลดปัญหาในอนาคต รวมถึงบูรณาการกฎหมายอื่นเข้ามาด้วย

และ 3.การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐอาจวางระบบ Open Data ขึ้นมา  แล้วแสดงให้ประชาชนเห็นว่าร้านเหล่านี้มีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้วหรือไม่ แล้วหลังตรวจสอบแล้วร้านดังกล่าวปลอดภัยหรือไม่ มีทางหนีไฟ วัสดุอุปกรณ์แข็งแรงปลอดภัยหรือไม่ 

รวมถึงประชาชนหรือนักเที่ยว  สามารถเปิดดูร้านนั้น ๆ ก่อนไปเที่ยวได้  และอาจรวมไปถึงให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสต่าง ๆ คล้าย Traffy Fondue ของ กทม.

ทั้งนี้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นกฎหมายเก่า  ต่อมาก็มีกฎหมายออกมาเพิ่มเติม หรือปรับแก้อยู่บ้าง  แต่โดยหลักกฎหมายสถานบริการที่ใช้อยู่ยังเป็นปี 2509

คงไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะหน้าเรื่องความปลอดภัย  รากของกฎหมายที่“ล้าสมัย”อาจเป็นอีกส่วนที่ต้องผลักดันให้ขยับ ปรับตัว  เพื่อลดช่องว่างให้มากขึ้นในอนาคตด้วย.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน