แม้เส้นทางที่ตั้งใจนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เธอก็ตั้งใจที่จะฝ่าฟันให้สำเร็จ ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปพูดคุย และรับฟังเรื่องราวของเธอคนนั้นกัน…
“กุ๊กกิ๊ก-กมลชนก แสนโสภา” สาวเมืองแพร่เจ้าของเรื่องราววันนี้ เธอเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการจะสืบสานการ “ย้อมผ้าหม้อห้อม” ด้วยวิธีการแบบภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้เทคนิคโบราณนี้ไม่สูยหายไปจากบ้านเกิดและประเทศไทย โดยนำเอาทักษะความรู้สมัยใหม่ของตัวเธอมาผสานเข้ากับภูมิปัญญาโบราณที่ว่านี้ จนเกิดเป็นแบรนด์สินค้างานคราฟต์ชื่อ กมล อินดิโก้ (Kamon Indigo) ที่แปลว่า “หัวใจสีคราม” ทั้งนี้ เธอได้เล่าประวัติของตัวเองให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังเพื่อเป็นการทำความรู้จักกันว่า เธอเกิดและโตใน จ.แพร่ โดยเป็นลูกสาวของ คุณพ่อวุฒิ-นาวาอากาศโท วรวุฒิ และ คุณแม่อ๊อด-พรรณทิพา และปัจจุบันเธอแต่งงานมีครอบครัวแล้ว กับ สตางค์-จินตพงศ์ สีพาไชย โดยมีโซ่ทองคล้องใจจำนวน 2 คน คือ น้องอินดิโก้-ด.ญ.จินตะกมล และ น้องอิมเมจิ้น-ด.ช.ปัญญ์จินต์ ส่วนด้านการศึกษา กุ๊กกิ๊กบอกว่า เธอเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

กุ๊กกิ๊กเล่าว่า ช่วงใกล้เรียนจบ ม.6 เธออยากเป็นศิลปิน แต่เวลานั้นแค่ยังคงค้นหาตัวเองไม่เจอว่าจะเลือกเดินทางไหนดี แต่คุณพ่อสังเกตว่า เธอชอบแต่งตัวและรักแฟชั่น จึงแนะนำให้เรียนต่อด้านแฟชั่น เธอจึงตัดสินใจสอบเข้าเรียนสาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มธ. ทว่า จุดเปลี่ยนชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นในห้องสอบสัมภาษณ์ เมื่ออาจารย์ผู้สัมภาษณ์ได้ถามคำถามกับเธอว่า รู้จักศิลปินแห่งชาติที่เป็นคนแพร่บ้างหรือไม่ ซึ่งคำถามสั้น ๆ นั้นกลับทำให้เธออึ้งไปครู่หนึ่ง เพราะเธอเป็นคนแพร่ แต่ไม่รู้เลยว่า จ.แพร่ มีศิลปินแห่งชาติชื่ออะไร เธอจึงตอบอาจารย์ที่สัมภาษณ์ไปด้วยความอายว่าไม่รู้ และจากคำตอบที่ทำให้รู้สึกอายนั่นเอง ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอสัญญากับตัวเองว่า จะต้องกลับมาค้นหาคำตอบเกี่ยวกับภูมิปัญญาใกล้ตัวที่เธอมองข้ามไป
“มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องกลับมาหาคำตอบ เพราะบ้านเราเอง แต่เรากลับไม่รู้เลยว่ามีศิลปินแห่งชาติชื่ออะไรบ้าง แต่เรากลับกล้าที่จะฝันอยากเป็นศิลปิน เราก็เลยกลับมาย้อนมองดูตัวเองใหม่ว่า ที่ผ่านมาเรามักมองหาแต่สิ่งที่อยู่ไกลตัว จนหลงลืมสิ่งมีค่าใกล้ตัวไป เราจึงบอกกับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสกลับบ้าน เราจะไปตามหาศิลปินแห่งชาติคนแพร่ เพื่อขอเรียนรู้วิชาจากท่าน” กุ๊กกิ๊กพูดถึงแรงบันดาลใจใหม่ที่เกิดขึ้นจากคำถามของอาจารย์ที่สัมภาษณ์เธอในวันนั้น

วันหนึ่งสิ่งที่เธอเฝ้ารอและฝันมาตลอดก็มาถึงในช่วงปี 2554 เมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลให้ทางมหาวิทยาลัยต้องสั่งหยุดการเรียนการสอน เธอจึงใช้เวลานั้นเดินทางกลับ จ.แพร่ พร้อมกับออกตระเวนตามหา “ศิลปินแห่งชาติของเมืองแพร่” เริ่มจากไปหา แม่นอม–ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ประยุกต์ศิลป์–ผ้าทอพื้นเมือง) โดยกุ๊กกิ๊กเล่าว่า ตอนนั้นเธอได้เข้าไปพักอยู่กับแม่นอม และเริ่มเรียนรู้วิถีทอผ้าพื้นเมืองอย่างใกล้ชิด ซึ่งการได้ลงมือทำครั้งนั้นทำให้เข้าใจว่า การทอผ้าไม่ใช่แค่สร้างผืนผ้า แต่เป็นการรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่ โดยแม่นอมบอกกับเธอว่า ผ้าทอเปรียบเสมือนไดอารี หรือสมุดบันทึกที่คนโบราณใช้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและวัฒนธรรมลงบนลวดลาย ทำให้มุมมองของเธอที่มีต่อผ้าทอนั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
กุ๊กกิ๊กเล่าอีกว่า ในระหว่างที่เรียนรู้กับแม่นอม เธอมีโอกาสได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสาธิตทอผ้า เวลาที่แม่นอมต้องเดินทางไปออกงานโอทอป ที่กรุงเทพฯ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้รู้จักกับ “ต้นห้อม” เป็นครั้งแรก จากการที่ได้เดินชมบูธภูมิปัญญาของ จ.แพร่ ที่มีการนำต้นห้อมสดมาจัดแสดงในงาน การได้เห็นต้นห้อมครั้งแรกได้สร้างความประหลาดใจให้เธอเพราะที่ผ่านมาเธอเข้าใจมาตลอดว่า ผ้าหม้อห้อมคือผ้าสีน้ำเงินสำเร็จรูป โดยไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพืชใบเขียวที่เรียกว่าต้นห้อมจริง ๆ บนโลกใบนี้

เปิดสตูดิโอต้อนรับเหล่าศิลปิน
“มันมีพืชที่เรียกว่าต้นห้อมด้วยหรอ (หัวราะ) เป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนที่ได้เห็นต้นห้อมครั้งแรก ถือเป็นครั้งสองที่รู้สึกอายมาก เพราะทั้ง ๆ ที่เป็นคนแพร่ ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องห้อมและมีคำนี้ในคำขวัญจังหวัด แต่เรากลับไม่เคยเห็นหรือรู้จักห้อมเลย โดยเข้าใจมาตลอดว่า ห้อมเป็นเสื้อผ้าพื้นเมืองที่นิยมใส่กันในช่วงสงกรานต์”
เธอบอกว่า ช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 ก็มีโอกาสได้กลับมาเรียนรู้การย้อมห้อม และเริ่มนำวิชาความรู้มาทำชิ้นงานขายเป็นรายได้เสริม แต่ในเวลานั้นเธอยังไม่ทราบถึงต้นน้ำที่แท้จริงว่า เกษตรกรคนไหนเป็นคนปลูกพืชชนิดนี้ หรือกระบวนการก่อนจะมาเป็นน้ำสีย้อมในหม้อนั้นจะต้องผ่านอะไรมาบ้าง เพราะเธอย้อมจากหม้อห้อมที่มีคนก่อไว้สำเร็จแล้ว จนกระทั่งเธอเรียนจบปริญญาตรี ความต้องการที่จะสร้างแบรนด์ตัวเองก็เด่นชัดขึ้น พร้อมกับตั้งใจอยากบอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของห้อมให้คนอื่น ๆ ได้รู้จัก กุ๊กกิ๊กบอกอีกว่า หลังจากได้สืบค้นข้อมูลจากปราชญ์ชาวบ้าน ทำให้เธอพบความจริงที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันมีคนทีทำห้อมธรรมชาติแท้ ๆ อยู่จำนวนน้อยมาก แถมเกษตรกรที่เคยปลูกห้อมก็เลิกปลูกกันเกือบหมดแล้ว เนื่องจากต้นห้อมไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ ทำให้เมื่อปลูกแล้วก็ไม่มีพ่อค้ารับซื้อ เกษตรกรปลูกห้อมจึงหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนที่ทำเงินได้ดีกว่า
“พอเราศึกษาห้อมจริงจัง ก็พบว่าห้อมเป็นพืชที่วิเศษมาก เราจึงอยากนำความวิเศษนี้ออกมาให้คนอื่นได้รับรู้ เพื่อบอกว่า ห้อมไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นพืชที่มหัศจรรย์มาก ตรงที่ใบสีเขียว ๆ เมื่อผ่านกระบวนการก็สามารถให้เกิดเป็นสีน้ำเงินครามที่งดงามได้อย่างน่าพิศวง” สาวเมืองแพร่คนเดิมบอกเรื่องนี้ กับ “ทีมวิถีชีวิต”

กับสามีและลูก ๆ
กุ๊กกิ๊กกล่าวอีกว่า อีกสาเหตุที่อยากทำเรื่องนี้ เพราะเธอมองว่า ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำตรงนี้ ภูมิปัญญาการย้อมห้อมธรรมชาติก็อาจจะสูญหายไปหมด เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ติดเรียกห้อมรวมกับคราม ซึ่งเราต้องคอยอธิบายว่าห้อมกับครามเป็นพืชคนละชนิดกัน และที่สำคัญหม้อห้อมเมืองแพร่ทำจากต้นห้อม ไม่ใช่ต้นคราม
เมื่อถามถึงความยากในการตัดสินใจกลับมาปักหลักสร้างอาชีพที่บ้านเกิด กุ๊กกิ๊กยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากและท้าทายมาก เพราะการจะทำให้ผู้คนเข้าใจเรื่องคุณค่าของห้อมธรรมชาติเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากขนาดคนแพร่เองส่วนใหญ่ยังมองห้อมเป็นเพียงเสื้อสำเร็จรูปประจำจังหวัด แต่ไม่ได้รู้ถึงที่มาของพืชชนิดนี้ จึงตั้งใจจะถ่ายทอดเรื่องราวของพืชนิดนี้ ให้คนเข้าใจมากขึ้น ผ่านสินค้าท้องถิ่นจนกลายมาเป็นแบรนด์ กมล อินดิโก้ (Kamon Indigo) ขึ้นมาในที่สุด โดยเริ่มต้นจากการดัดแปลงเพิงสังกะสีเล็ก ๆ หลังบ้าน ที่เคยเป็นที่นอนสุนัขมาทำเป็นที่ทำงาน ซึ่งการลงมือทำอย่างจริงจังนี้ เพื่อพิสูจน์ให้พ่อแม่เห็นว่า สิ่งที่เธอเรียนมาสามารถสร้างอาชีพและรายได้เลี้ยงตัวได้จริง ๆ เนื่องจากตอนแรกครอบครัวคาดหวังอยากให้สอบเข้ารับราชการเพื่อความมั่นคง เธอจึงต้องพิสูจน์ตัวผ่านการลงมือทำ ปัจจุบันเธอได้พัฒนาพื้นที่นี้ให้กลายเป็น “สตูดิโอเรียนรู้ภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติ” ส่วนการออกแบบผลิตภัณฑ์ เธอจะออกแบบให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นคือเป็นลวดลายแมลงและสิ่งมีชีวิตตัวเล็กตัวน้อยซึ่งเธอได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัวที่พบเห็นในเวลากลางคืน
“ถ้าไม่มีคนทำเรื่องนี้ ก็ไม่มีคนสืบสาน ก็จะไม่มีคนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับต้นห้อม สุดท้ายความรู้นี้ก็จะสูญหายไปตามกาลเวลา เราก็เลยอยากอนุรักษ์มันเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้รักษาไว้แบบโบราณที่เก็บไว้บนหิ้ง แต่รักษาแบบการนำมาทำให้คนใส่ได้ แต่ยังเล่าเรื่องได้ด้วย” กุ๊กกิ๊กกล่าว โดยเธอได้อธิบายว่า ห้อมเป็นพืชที่เสี่ยงจะสูญหายไปจากวิถีผู้คนในปัจจุบัน เนื่องจากห้อมไม่ใช่พืชทำเงิน ทำให้คนไม่นิยมปลูกกัน เกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นแทน ที่มีตลาดรับซื้อแน่นอน เช่น เมี่ยง ขมิ้น กาแฟ ชา ซึ่งหากเป็นแบบนี้ต่อไปวันหนึ่งต้นห้อมก็อาจจะเป็นแค่วัชพืชไร้ค่าไปเลยก็ได้

“ที่เราทำคือเป็นตัวเชื่อมระหว่างภูมิปัญญากับคนรุ่นใหม่ โดยช่วยให้ชาวบ้านและกลุ่มสตรีมีรายได้เสริม ซึ่งเราทำหน้าที่แค่นำการเล่าเรื่องมาช่วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและชักชวนให้ผู้คนเห็นคุณค่าของผ้าหม้อห้อมของเมืองแพร่” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่า ได้นิยามตัวเองเป็นเพียง “กระบอกเสียงเล็ก ๆ” ที่บอกเล่าเรื่องราวภูมิปัญญาบ้านเกิด และสื่อสารเรื่องราวสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในธรรมชาติที่ช่วยมนุษย์ดูแลรักษาโลกใบนี้
“การเล่าเรื่องของเราไม่ได้มุ่งหวังให้คนมาซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ทำด้วยความภาคภูมิใจในรากเหง้า เราอยากให้คนเข้าใจคุณค่าของห้อมในหลายมิติเพื่อนำไปบอกเล่าส่งต่อกัน ซึ่งยิ่งคนรู้จักมาก ความต้องการใช้ก็จะมีมากขึ้นด้วย เกษตรกรก็จะกลับมาปลูกต้นห้อมในระยะยาวอย่างยั่งยืน” เธอพูดถึง “ภารกิจที่ตั้งใจ” นี้
ก่อนจบการสนทนากัน “กุ๊กกิ๊ก-กมลชนก” บอกถึง “เป้าหมายชีวิต” ว่า เธอยังมีฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะขยายขอบเขตงานศิลปะท้องถิ่นออกไปสู่วงกว้างให้มากขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การทำเครื่องนุ่งห่ม หรือเสื้อผ้าเท่านั้น แต่มุ่งหวังที่จะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยรูปแบบอื่น ๆ เพื่อให้ไปไกลสู่ระดับสากล “คงจะยังทำงานนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้สุขใจ และสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วย ซึ่งสำหรับเราแล้ว ห้อมเป็นสะพานเชื่อมให้เราได้ทำตามฝันมากมาย บางฝันก็ไม่คิดมากอ่นว่าจะทำได้ หรือบางอย่างก็ไม่เคยคิดว่าเราจะได้ทำ โดยที่ฝันของเรามาไกลถึงตรงนี้ ไม่ใช่เพราะตัวเราคนเดียว แต่เป็นทีมงานทุกคน เพราะลำพังตัวเราคงไม่สามารถทำได้สำเร็จ ซึ่งที่เราอยากทำให้สำเร็จคือ การได้เห็นชิ้นงานที่เรารักสร้างอาชีพ และกระจายรายได้ไปหล่อเลี้ยงคนในชุมชนได้ ถึงแม้งานนี้จะไม่ได้ทำให้ร่ำรวยขึ้น แต่ภารกิจที่ทำอยู่นี้…เติมเต็มหัวใจเราได้มากสุด”.

ไม่ต้องพร้อมก็เริ่มต้นทำได้
“กุ๊กกิ๊ก–กมลชนก” บอกว่า คนส่วนใหญ่ติดกับดักกับความคิดที่ว่า “ต้องพร้อมถึงจะเริ่มต้นได้?” จนทำให้จำนวนมากจึงไม่ได้ลงมือทำตามความฝัน แต่สำหรับเธอ เมื่อความฝันและความต้องการที่มีผลักดัน เธอก็จึงตัดสินใจอย่างบ้าบิ้นในสายตาคนรอบข้างด้วยการ หันหลังให้เมืองกรุงเพื่อกลับไปปักหลักที่บ้านเกิด โดยเธอบอกว่า ตัดสินใจบนแนวคิดที่เรียบง่ายที่สุดก็คือถ้าอยากทำอะไรให้ลองลงมือทำดูก่อน ซึ่งป็นแนวคิดที่เธอนำมาใช้กับชีวิตตัวเองโดยเธอบอกกับตัวเองเสมอว่า “อย่าพึ่งไปคิดถึงผลลัพธ์” หรือ “หวังจะได้อย่างที่คาดหวัง” เพราะทุก ๆ ความสำเร็จนั้นล้วนเริ่มต้นจากคำว่า “ทดลองทำ” โดยเธอได้ทิ้งท้ายว่า“หากเราไม่ยอมเปิดใจและลองลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ก็จะไม่วันรู้เลยว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และจะไม่มีวันเกิดกระบวนการแก้ไขพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่าเดิมได้เลย ซึ่งเส้นทางนี้ เราเองก็ผ่รล้มลุกคลุกคลานมานับไม่ถ้วน แต่โชคดีที่ได้ครอบครัวคอยสนับสนุน คอยส่งพลังใจ และอยู่เคียงข้างเราเสมอ แม้แต่ในวันที่ล้มเหลว”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



