นอกจากเส้นทางในอาชีพเกษตรกรแล้ว เธอยังประสบความสำเร็จในการเป็น “คอนเทนต์ครีเอเตอร์มาแรง” โดยเรื่องราวที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตสไตล์ลูกชาวนาของเธอได้รับความสนใจ มีคนติดตามเกือบหลักล้านคน แถมเรื่องราวชีวิตที่ถูกถ่ายทอดผ่านโซเชียลมีเดียยังช่วย “ฮีลใจผู้คน” อีกด้วย วันนี้ “วิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับสาวอินฟลูที่ใช้ชื่อว่า “นุ่นลูกสาวชาวนา” และถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเธอกัน

นุ่นพัฐสุดา ปราบงูเหลือม” สาวอินฟลูเอนเซอร์คนดังที่มีผู้ติดตามเกือบ 1 ล้านคน เล่าประวัติส่วนตัวให้ฟังว่า ปัจจุบันอายุ 28 ปี เป็นชาว อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ โดยเธอเป็นเจ้าของช่อง “นุ่นลูกสาวชาวนา” ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้งเฟซบุ๊ก ติ๊กต็อก และยูทูบ โดยเธอเรียนจบปริญญาตรี เอกวิชาภาษาจีน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งนุ่นได้เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เธอไม่ได้เติบโตมาบนกองเงินกองทอง แต่เติบโตมาพร้อมกับหยาดเหงื่อ กลิ่นโคลน และความอดทนของพ่อแม่ ที่หวังอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีกว่าตัวเอง ซึ่งหลังเรียนจบเธอตั้งใจจะไปสอบเป็นครูสอนภาษาจีน แต่เนื่องจากพ่อแม่อายุมากขึ้น และเหลือเธอเป็นลูกคนเดียว เพราะพี่ชายเธอเสียชีวิตไปก่อนด้วยโรคฉี่หนู ทำให้เธอคิดว่าหากไปทำงานราชการหรือทำงานไกลบ้าน ในยามพ่อแม่เจ็บป่วยหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน เธอจะรู้สึกแย่มากที่กลับมาดูแลพ่อแม่ไม่ทัน อีกทั้งเรือกสวนไร่นาก็ไม่มีคนสานต่อ จึงตัดสินใจหันหลังให้อาชีพครู และเลือกที่จะกลับมาช่วยพ่อแม่ทำเกษตร

รู้ดีว่างานเกษตรมันเหนื่อยและลำบาก ถ้าเราเรือกทางนี้ก็จะไม่ได้แต่งหน้าหรือแต่งตัวสวย ๆ แต่ต้องอยู่ท่ามกลางแดดร้อน ๆ ทุกวัน แต่ก็คิดว่าทำได้ ซึ่งตอนตัดสินใจสานต่ออาชีพของพ่อแม่ นุ่นมีเหตุผลอีกอย่างคือนุ่นเห็นลุง ๆ ป้า ๆ ที่อายุมาก ลูกหลานไปทำงานต่างจังหวัด เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีคนพาไปหรือเข้ามาช่วยดูแล นุ่นจึงคิดมาถึงพ่อแม่ของเราว่า ถ้านุ่นยังอยู่ อย่างน้อยก็มีคนพาไปหาหมอเวลาเจ็บป่วย หรือคอยเป็นธุระจัดการให้ก็เลยตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า เราจะกลับมาอยู่บ้านช่วยพ่อแม่”

นุ่นอธิบายข้อดีของทำอาชีพเกษตรกรรมให้ฟังว่า สมมุติเธอทำงานประจำ ตอนเช้าก็ต้องตาลีตาเหลือกรีบเร่งแต่งตัวเพื่อไปเข้างานให้ทันให้ตรงเวลาหรือต้องเอาใจใคร ซึ่งต่างจากทำอาชีพกษตรกรที่เป็นงานอิสระ ที่สามารถวางแผนการทำงานตัวเองได้ว่า วันนี้จะต้องทำอะไร แล้วพรุ่งนี้ต้องทำอะไรต่อ โดยไม่ต้องรอคำสั่งใคร ที่สำคัญพ่อแม่ได้สร้างรากฐานไว้ให้แล้วด้วย ทั้งรถเกี่ยวข้าว รถไถ แรถอัดฟาง ซึ่งเป็นเกษตรแบบครบวงจร เธอจึงไม่อยากให้สิ่งที่พ่อแม่สร้างมาต้องถูกขายทิ้งไป

เมื่อกลับมาช่วยงานที่บ้าน นุ่นก็พยายามเรียนรู้ทักษะการทำเกษตรด้วยตัวเอง และพยายามสร้างรายได้ผ่านการเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งรายได้จากโฆษณาและงานรีวิวทำให้งเงินค่างวดรถยนต์ได้เองโดยไม่ต้องรบกวนเงินจากพ่อแม่”สาวอินฟลูฯ ลูกชาวนาคนดังเล่าเรื่องนี้ ด้วยรอยยิ้มอย่างภูมิใจ โดยเธอเล่าอีกว่า ต้องการเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม 100% โดยเธอเริ่มลงทุนด้วยการใช้เงินที่มาจากรายได้การเป็นครีเอเตอร์ส่วนหนึ่ง และไปกู้มาส่วนหนึ่ง เพื่อลงทุนซื้อเครื่องจักรช,k=j;pทุ่นแรง เช่น เปลี่ยนจากใช้รถไถเดินตามมาเป็นรถไถแบบขับ มีการใช้โดรนในการทำงานทุกขั้นตอน ทั้งหว่านข้าว หว่านปุ๋ย ฉีดยาฆ่าหญ้า เพื่อไม่ให้พ่อแม่ต้องเดินฉีดเองซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และจากเดิมที่เคยต้องเหนื่อยจากการทำงานด้วยตัวเอง กลายเป็นตอนนี้แทบไม่ได้ลงไปในนาเลย

สมัยเรียนคณะครุศาสตร์

เกษตรกรยุคใหม่สามารถเรียนรู้ทักษะได้ด้วยตัวเอง อย่างการขับรถไถเราก็ศึกษาจากยูทูป จนสามารถขับรถเกี่ยวข้าวได้ไม่แพ้ผู้ชาย โดยที่ผ่านมาที่แก้ไม่ได้ และเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดคือ ปัญหาราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน อาทิ บางปีราคาต่ำจนทำให้ขาดทุน พอมาถึงบางปีราคาดี แต่ผลผลิตกลับออกไม่ได้ตามเป้า เพื่อจัดการปัญหานี้ นุ่นต้องอาศัยการวางแผนที่รอบคอบ หรือต้องอ่านเกมให้ขาด ทั้งเรื่องลมฟ้าอากาศ ฤดูกาล เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงต้องรู้จักวางแผนการลงทุนปีต่อปี เพื่อรับมือความผันผวนของราคาผลผลิตและต้นทุนที่สูงขึ้น”

นุ่นยังสะท้อนว่า การสืบทอดอาชีพเกษตรกรยังมีความท้าทายสูงที่อาจจะทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนลังเลใจ จนไม่กล้าก้าวมาเดินทางนี้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของความไม่แน่นอนรายได้ อย่างไรก็ตาม แต่เธอกลับมองเรื่องนี้เป็นโอกาส โดยปัญหานี้สามารถควบุคมความเสี่ยงได้ ด้วยการ “บริหารจัดการและวางแผน” โดยเธออธิบายว่า การเป็นเกษตรกรยุคใหม่จะต้องรู้จักวางแผนเพื่อความยั่งยืน อย่างตัวเธอเองก็มีแผนในอนาคตว่า อยากจะแปรรูปผลผลิต ซึ่งตอนนี้ก็กำลังอยู่ในช่วงศึกษา เช่น ทำข้าวสารปลอดสารเคมีบรรจุถุง หรือการทำมันเส้นขายเองเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาสินค้าไม่คงที่

กับแฟน เจ้าของคลิปไวรัล “หมั้นออนไลน์”

เรามองว่าการเปลี่ยนจากผู้ขายวัตถุดิบสด มาเป็นผู้แปรรูปเองจะเป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่จะช่วยยกระดับราคาและสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิมให้ครอบครัวและชุมชน แต่นุ่นยังกังวลในเรื่องกลิ่นเหม็นจากการทำมันเส้นที่อาจส่งผลกระทบต่อคนในหมู่บ้าน ทำให้เวลานี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเรียนรู้อยู่”

มาถึง “เส้นทางการเป็นอินฟลูฯ” ที่มีคนรู้จักและติดตามเกือบล้านคน นุ่นเล่าว่า มีคนรู้จักเธอมากขึ้นจาก “คลิปไวรัล” ที่เคยเป็นกระแสในโซเชียลเมื่อปี 2567 กับคลิป “หมั้นออนไลน์” ที่เป็นเรื่องราวความรักของเธอกับ “จิรวัฒน์ พินิจน้อย” แฟนหนุ่มชาวโคราชของเธอ ซึ่งตอนนั้นเขาทำงานอยู่ที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งนุ่นคบหาดูใจกับเขาแบบ “แฟนทางไกล” ที่จะติดต่อพูดคุยกันกันผ่านระบบออนไลน์ จนเมื่อความรักสุกงอม ทางฝ่ายชายได้ให้พ่อแม่มาสู่ขอเธอ โดยฝ่ายชายเข้าร่วมพิธีสู่ขอผ่านทางระบบออนไลน์ โดยหลังจากคลิปนี้ถูกโพสต์ลงไปก็กลายเป็นกระแสโด่งดังชั่วข้ามคืน และทำให้นุ่นเป็นที่รู้จักบนโซเชียล อย่างไรก็ดี แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็น “ดราม่าร้อน” เมื่อมีบางคนได้มีการโพสต์กล่าวหาโจมตีเธอว่า “เธอกำลังหลอกผู้ชาย!!”

ชีวิตลูกชาวนาสไตล์นุ่น

ความรักของนุ่นกับแฟน นุ่นรู้จักเขาผ่านทางออนไลน์ ก็พูดคุยกันระยะหนึ่ง จึงตัดสินใจคบหาดูใจเป็นแฟน จนมาถึงช่วงหนึ่งแฟนอยากจะขอหมั้นไว้ แต่ติดที่ว่าตอนนั้เขาทำงานที่ไต้หวัน ก็เลยกลายมาเป็นพิธีหมั้นผ่านทางออนไลน์ ซึ่งนุ่นมีการอัดคลิปเอาไว้ด้วย และนำไปแชร์ลงโซเชียลเพื่อเก็บเป็นความประทับใจ ทีนี้พอคลิปลงไปก็มีคนเข้ามาติดตามเยอะมาก ก็มีทั้งคอมเม้นท์ที่ดี ๆ ให้กำลังใจ แต่ก็บางคอมเม้นท์ที่พูดจาไม่ดี ยอมรับว่าตอนนั้นนุ่นเสียกำลังใจไปเลยเพราะซีเรียสกับคอมเมนต์ที่ว่าเธอขี้งกหรือหลอกลวงแต่คุณแม่ได้สอนว่าอันไหนไม่ใช่เรื่องจริง ก็ไม่ต้องไปตอบโต้ เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้อยู่กับเรา24 ชั่วโมง การไม่ต่อความยาวสาวความยืดจะทำให้สบายใจมากกว่า”นุ่นเล่าถึงเรื่องราวที่เกิดดราม่านี้ จนเมื่อเวลาผ่านไปกระแสดราม่าเรื่องนี้ก็ค่อย ๆ ยุติลง

พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว

นุ่น-พัฐสุดา” สาวลูกชาวนาคนดัง ได้พูดถึง “เป้าหมายในอนาคต” ว่า ที่เธอคิดไว้ก็คือ อยากเปิดร้านขายปุ๋ยขายยา หรือ ปลูกยางพาราเพื่อกรีดยาง แต่การทำนาก็คงจะยังไม่ทิ้ง เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เป็นเธอในวันนี้ โดยเธอบอกว่า การทำนาไม่ใช่เรื่องยาก หากเปิดใจเรียนรู้ เพราะยุคนี้มีเทคโนโลยีมากมาย ก็ยิ่งสะดวกขึ้น และหากย้อนเวลาได้ เธอก็ยังเลือกเส้นทางนี้เหมือนเดิม ส่วนงานคอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรือการเป็นอินฟลูฯ นั้น ก็จะเลือกทำต่อไป เพราะเธอรู้สึกชอบ โดยนุ่นบอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า เธอเริ่มถ่ายคลิปลงโซเชียลในช่วงโควิด-19 เพราะต้องกลับมาอยู่บ้านและเรียนผ่านระบบออนไลน์แทนในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ ก็เลยใช้เวลาที่ถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียล โดยใช้ชื่อว่า “นุ่น ลูกสาวชาวนา” ซึ่งเป็นตัวตนจริง ๆ ของเธอ ซึ่งคลิปแรก ๆ ที่ได้รับความสนใจ จนมียอดวิวหลักล้าน คือ “คลิปบรรยากาศในครอบครัว” เป็นคลิปที่พ่อแม่ล้างรถแล้วคุยกันเรื่องค่าล้างรถ 1,000 บาท ซึ่งปัจจุบันคลิปนั้น มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 830,000 คน และติ๊กต็อกอีกกว่า 850,000 คน

นุ่นคิดว่าเสน่ห์ของลูกสาวชาวนาที่ดึงดูดใจให้คนติดตามอาจเป็นเพราะสังคมอาจประทับใจที่เห็นผู้หญิงลุยงานเกษตรเต็มตัว ซึ่งปกติจะเห็นแต่ผู้ชายที่ทำ และอีกอย่างคือ น่าจะเป็นเพราะเมื่อคนดูดูคลิปของเรา เขาอาจรู้สึกสบาย ๆ ไม่อึดอัด เหมือนไดผ่อนคลายกับเรื่องราวของเรา หรือจากวิถีชีวิตบ้าน ๆ ของนุ่น จนเป็นเหมือนกับ…การใช้ธรรมชาติบำบัด”.

ถึงรู้สึกแปลก…แต่ก็โอเค’

สุคนธ์ ปราบงูเหลือม” คุณแม่ของนุ่นได้เผยความรู้สึกว่า ตอนที่ลูกสาวเรียนจบสายครู พ่อแม่ก็ดีใจ แต่ก็แอบเป็นห่วงว่าถ้าลูกสอบติดจังหวัดไกล ๆ จะทำยังไง จึงคุยกับลูกว่าอยากให้กลับมาช่วยงานครอบครัว ซึ่งลูกสาวก็ไม่ปฏิเสธ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เด็ก ก็เข้ามาช่วยงานในเรือกสวนไร่นาของพ่อแม่อยู่แล้ว โดยตอนแรกก็ลังเลใจ กลัวจะไปขวางอนาคตของลูก แต่เมื่อได้เปิดใจคุยกัน สรุปต่างคนต่างคิดเหมือนกัน เพราะสำหรับตัวของคุณแม่แล้วนั้น การได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำงาน และได้นั่งกินข้าวพร้อมหน้ากันคือความสุขที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ คุณแม่ยังพูดถึง “ลูกสาว” และ “พิธีหมั้นออนไลน์” ที่เคยเป็นไวรัลฮือฮาว่า ความสุขของแม่ขึ้นอยู่กับการที่ลูกได้ทำในสิ่งที่รักและมีความสุขกับงานที่เลือก ไม่ว่าลูกจะตัดสินใจทำเกษตรหรือไปรับราชการ แม่ก็พร้อมจะสนับสนุน ขอเพียงลูกมีความสุข อย่างตอนมีแฟน ลูกพูดว่าอยากมีคนมาช่วยงานไหม ตอนนั้นแม้คิดว่าลูกพูดเล่น แต่พอเขเปิดโทรศัพท์ให้พูดคุยกับฝ่ายชาย ก็รู้แล้วว่าลูกเอาจริง และเท่าที่ดูฝ่ายชาย เขาก็นิสัยดีขยันทำมาหากิน ตอนนั้นยังไม่คิดเลยว่าพ่อแม่ของฝ่ายชายจะมาหมั้นหมายจริงๆ เพราะฝ่ายชายยังทำงานอยู่ไต้หวัน แต่พอเราเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้ของว่าที่ลูกเขย แม้จะแปลก ๆ แต่เราก็โอเค เพราะเป็นความสุขลูกสาว”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน