ความย้อนแย้งนี้กระตุกต่อมความสนใจของนักวิชาการไทยคนหนึ่ง นั่นคือ “รศ.ดร.วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล” ผู้ลุกขึ้นมาหาคำอธิบายเรื่องผีและร่างทรงผ่านมุมมองทางวิชาการ เพื่อตอบคำถามที่เกิดขึ้นภายในใจ ผลจากความทุ่มเทในการไขรหัสเรื่องนี้ ทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็นผู้เชี่ยวชาญปรากฏการณ์ร่างทรงของเมืองไทย วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จึงชวนเปิดทั้งคำอธิบายของ “ปรากฏการณ์ลี้ลับ” และเส้นทางชีวิตกว่าจะมาเป็น “นักไขรหัสร่างทรง”

“รศ.ดร.วิศิษย์” หรือ “อาจารย์โอ” ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำสาขาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม อาจารย์เกิดและเติบโตที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เรียกได้ว่าเป็นคนอีสานเต็มตัว คุณแม่มีอาชีพช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ส่วนคุณพ่อเป็นนายธนาคาร อาจารย์เป็นลูกชายคนโตและมีน้องชายอีก 2 คน อาจารย์โอเล่าว่า ช่วงวัยเด็กต้องโยกย้ายไปทั่วภาคอีสานตามหน้าที่การงานของคุณพ่อ ต่อมาในช่วงเรียน ม.ปลาย อาจารย์เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ที่โรงเรียนบ้านไผ่ และด้วยผลการเรียนดีจึงได้รับสิทธิ์โควตาเข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่สอดคล้องกับค่านิยมของสังคมไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่มักอยากให้ลูกหลานเรียนสาขาที่มั่นคง เช่น แพทย์หรือวิศวกร เพื่อให้จบมาแล้วมีหน้าที่การงานดี อย่างไรก็ตาม ลึก ๆ แล้วอาจารย์กลับไม่ได้ชอบสาขาดังกล่าว หากสนใจเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และมนุษยศาสตร์มากกว่า โดยมีจุดเริ่มต้นจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารยุคนั้น อาทิ กุลสตรีและขวัญเรือน จึงตัดสินใจแหกกฎเกณฑ์ของครอบครัวเพื่อเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางความรู้สึกช็อกของพ่อแม่ เพราะในสมัยนั้นยังมองไม่ออกว่าเรียนสาขานี้จบแล้วจะทำงานอะไรได้

ร่วมพิธีกรรมร่างทรงเก็บข้อมูล
“ค่านิยมยุคนั้นจำกัดกรอบอาชีพที่มั่นคงไว้เพียงไม่กี่อาชีพ หนึ่งในนั้นคือวิศวกร ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาชีพที่ผูกติดกับระบบราชการและเป็นอาชีพที่คนต่างจังหวัดให้ความสำคัญสูง แต่อาจารย์เลือกแหกกรอบออกมาเรียนคณะอักษรฯ โชคดีที่ท่ามกลางความไม่เข้าใจ ยังมีสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด คือแม้คุณพ่อคุณแม่จะไม่แฮปปี้กับทางเลือกนี้ แต่ก็ไม่ปิดกั้นหรือขัดขวาง แถมยังซัพพอร์ตอย่างเต็มที่” อาจารย์โอเล่าถึงความโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่เปิดรับความคิดใหม่ ๆ ของลูก แม้จะไม่เห็นด้วยกับเส้นทางที่ลูกเลือกก็ตาม
อาจารย์กล่าวอีกว่า เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย อาจารย์เลือกเรียนเอกภาษาอังกฤษ ควบคู่กับวิชาโท 2 สาขา คือ วรรณคดีเปรียบเทียบ และศิลปะการละคร ศาสตร์เหล่านี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่บ่มเพาะความเข้าใจในมิติของมนุษย์ สังคม และพฤติกรรมศาสตร์ ขณะเดียวกัน ความทรงจำในฐานะ “เด็กอีสาน” ที่เติบโตมาพร้อมกับ “โลกของผีอีสาน” ก็ทำให้อาจารย์ค่อย ๆ ซึมซับวิถีความเชื่อเหล่านี้มาตลอด กลายเป็นความสนใจและคำถามในใจเกี่ยวกับพิธีกรรมความเชื่อที่คนอีสานมักนำมาเชื่อมโยงกับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์อยากค้นหาคำตอบ
“ด้วยความที่เราเติบโตมาในยุคที่เศรษฐกิจไทยกำลังเติบโตและพัฒนา ทำให้ยิ่งสงสัยว่า ในเมื่อโลกก้าวหน้าแล้ว ทำไมพิธีกรรมเรื่องผียังคงปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตและความเชื่อของคนอีสานอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะเรื่องผีแม่ม่าย ที่ทำให้ผู้ชายอีสานต้องลุกขึ้นมาทาเล็บแดง ใส่ผ้าถุง หรือสวมชุดผู้หญิงเพื่อแก้เคล็ดไม่ให้ผีแม่ม่ายเอาตัวไป ทั้งที่วิทยาศาสตร์มีคำตอบเกี่ยวกับการตายปริศนาแล้ว ความเชื่อที่เหนียวแน่นนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนอื่น แม้แต่คุณพ่อของเราที่เป็นนายธนาคารก็ยังเชื่อเรื่องนี้”

บันทึกเสียงแคนในบทเพลงพิธีร่างทรง
อาจารย์บอกว่า หลังเรียนจบปริญญาตรี ได้เรียนต่อปริญญาโทในสาขาวรรณคดีเปรียบเทียบ พร้อมกับทำงานเป็นนักวิชาการในสังกัดสถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ เป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะไปเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำถามในหัวเกี่ยวกับเรื่อง “ผีและร่างทรง” ก็ผุดกลับขึ้นมาอีกครั้ง หลังเรียนจบปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาจากประเทศออสเตรเลียและกลับมาเป็นอาจารย์ในสาขาการพัฒนาชุมชน ช่วงเวลานี้เองที่อาจารย์ตัดสินใจทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับ “การทรงเจ้าเข้าผีในภาคอีสาน” โดยลงพื้นที่ภาคสนามที่จังหวัดชัยภูมิเป็นเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อศึกษาเรื่อง “ร่างทรงเจ้าพ่อพญาแล” ทำให้ได้คลุกคลีกับ “คุณแม่ร่างทรง” มากกว่า 10 คน อาจารย์โออธิบายว่า งานวิจัยชิ้นนี้พยายามทำให้คนทั่วไปเห็นภาพโครงสร้างสังคม วัฒนธรรม และจิตใจของผู้คนในสังคมอีสานผ่านมิติต่าง ๆ ผลการศึกษาพบภาพสะท้อนน่าสนใจ เช่น ปัญหาจากโครงสร้างอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งผลักให้คนอีสานจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ผีเป็นที่พึ่งสุดท้าย เรื่องนี้สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวดของสังคมที่มีโครงสร้างอำนาจซับซ้อนหลายชั้น จนคนตัวเล็กตัวน้อยหรือคนรากหญ้าแทบไม่มีอำนาจต่อรอง
“อีกเรื่องน่าสนใจที่พบคือ ปรากฏการณ์ร่างทรงหรือผีจะยิ่งชัดเจนขึ้นในช่วงที่ชาวบ้านรู้สึกว่าระบบราชการและรัฐใจร้ายกับพวกเขา เช่น รัฐหรือองค์กรท้องถิ่นเพิกเฉยต่อสุขภาวะและชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้พวกเขาแทบไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐ เมื่อชาวบ้านไม่สามารถเอาปลั๊กไปเสียบต่อรองกับรัฐได้ จึงเลือกนำปลั๊กทางใจไปเสียบไว้กับผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์แทน เพราะศาสนาผีในวิถีคนอีสาน เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีอารักษ์ ผีไร่ผีนา เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่อยู่คู่ชุมชนและเข้าถึงง่ายที่สุด ยิ่งสังคมปัจจุบันเป็นยุคโลกผันผวน คนก็ยิ่งอิงกับผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับมากขึ้น”


สมัยไปเรียนต่อต่างประเทศ
อาจารย์โอยังหยิบยกอีกประเด็นขึ้นมาฉายภาพความผูกพันระหว่างคนอีสานกับผีผ่าน “ปรากฏการณ์ร่างทรง” โดยยกตัวอย่างการนำเรื่องผีมาเชื่อมกับการแพทย์ว่า ในมุมมองการแพทย์สมัยใหม่ ร่างกายมักถูกอธิบายผ่านมิติชีววิทยา และผู้ป่วยมักถูกดึงออกจากบ้านไปรักษาในโรงพยาบาล แต่คนอีสานจำนวนไม่น้อยกลับมองต่างออกไป โดยเชื่อว่าร่างกายและธรรมชาติเป็นเนื้อเดียวกัน มี “ผีเป็นเครื่องมือ” หรือ “เป็นคนกลาง” เช่น พิธีกรรมรำปัวของร่างทรงคนอีสาน ซึ่งมักทำกันที่บ้านผู้ป่วย โดยให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ รำส่อง หรือการตรวจโรค รำรักษา และรำเรียกขวัญ ส่วนการสื่อสารระหว่างโลกของวิญญาณกับคนเป็นหรือคนป่วย จะใช้บทกลอนกับเสียงแคนกล่อมเกลาจิตใจให้คนเจ็บกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนอีกครั้ง เมื่อมีกำลังใจดีขึ้น ร่างกายก็ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น เรื่องนี้อาจารย์เองก็มีประสบการณ์ตรง โดยเล่าว่า “ช่วงเรียนปริญญาเอก ตอนนั้นเรียนหนักมาก จนเกิดความเครียดสะสม ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาโรคจิตเวชด้วยโรคแพนิค แต่เรื่องที่รู้สึกอัศจรรย์ก็คือ ช่วงที่ดิ่งหนัก ๆ พอได้ยินเสียงแคนกับเพลงของร่างทรงซ้ำ ๆ เพราะเราต้องนำมาศึกษา ปรากฏว่าเสียงเพลงนั้นกลายเป็นโอสถวิเศษบำบัดใจเราทางอ้อม จนเราหายจากโรคแพนิคได้ในที่สุด” อาจารย์โอเล่า
อาจารย์กล่าวต่อว่า หลังใช้เวลาเก็บข้อมูลและวิเคราะห์นานกว่า 1 ปี ในที่สุดก็พบ “คำตอบที่คาใจ” มาตั้งแต่สมัยวัยรุ่นว่า ในคติความเชื่อของคนอีสาน ร่างทรงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรักษาทางกาย แต่ยังเป็นเสมือนนักบำบัดทางใจให้ผู้คนได้ในหลายเรื่อง ตั้งแต่ของหาย เกณฑ์ทหาร ดูดวง ปัญหาการเงิน ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว

ถ่ายกับคุณแม่
“เชื่อหรือไม่ว่า ไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้นที่ใช้พิธีร่างทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แม้แต่นักการเมืองระดับชาติก็มีหลายคนเลือกใช้ร่างทรงเป็นที่พึ่งทางใจ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งจะคึกคักเป็นพิเศษ ข้อมูลนี้ถ้าเราไม่ได้ไปเห็น หรือได้รับรู้จากปากของแม่ ๆ ร่างทรงที่ ก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน” อาจารย์โอเล่าถึงข้อมูลภาคสนามที่ได้พบ
นี่คือเรื่องราวและเส้นทางชีวิตของ “อาจารย์โอ-รศ.ดร.วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล” ผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมและคติความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับในวิถีคนอีสาน จนได้รับการยกย่องเป็น “นักไขปริศนาร่างทรง” ผู้พยายามนำหลักวิชาการมาอธิบายปรากฏการณ์นี้ ไม่ใช่เพื่อชวนให้คนเชื่ออย่างงมงาย แต่เพื่อทำให้สังคมเข้าใจผ่านมุมมองทางมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา
“สิ่งที่เป็นปัญหาคือหลายคนยังมองไม่ชัดว่า ตกลงแล้วร่างทรงคือที่พึ่งทางใจหรือนักฉกฉวยโอกาส ทำให้บางส่วนตราหน้าคนที่เชื่อว่างมงาย แต่จากงานวิจัยที่ทำค้นพบว่า ในชุมชนเองก็มีระบบตรวจสอบพฤติกรรมของร่างทรงที่เข้มแข็งมาก เป็นเครื่องมือคัดกรองคนที่คิดเข้ามาฉวยโอกาสได้ดี เพราะถ้าร่างทรงคนใดทำผิดศีลธรรม ลูกศิษย์จะรู้ทันทีและพากันถอยห่าง อีกทั้งเมื่อศึกษาลงลึกจะพบว่าร่างทรงในชนบทโปร่งใสกว่าร่างทรงในเมือง โดยร่างทรงต่างจังหวัดมักใช้พุทธศาสนาเป็นหลักยึด และมีระบบจัดสรรเงินบริจาคอย่างโปร่งใส ต่างจากร่างทรงในเมืองที่อยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ จึงไม่มีระบบตรวจสอบจากชุมชน ทำให้ร่างทรงในเมืองมักมีเรื่องการหวังผลทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง และทำให้คนส่วนใหญ่มองร่างทรงเหมารวมว่าเป็นนักฉวยโอกาส ทั้ง ๆ ที่อาชีพนี้…ไม่ต่างกับอาชีพนักบำบัด”

เก็บข้อมูลวัฒนธรรมรถแห่
มิชชั่นใหม่ต่อไป ‘กะเทยเคี้ยวหมาก’
หลังจากประสบความสำเร็จในการ “ไขปริศนาร่างทรง” แล้ว “อาจารย์โอ–รศ.ดร.วิศิษย์” ได้วางเป้าหมายถัดไปไว้ที่ “ปรากฏการณ์กะเทยเคี้ยวหมาก” ซึ่งเป็นการศึกษากลุ่มเด็กวัยรุ่นและนักศึกษา LGBTQ+ ในภาคอีสาน อายุระหว่าง 12-25 ปี ที่แต่งกายเลียนแบบหญิงชรา โดยมีพฤติกรรมเด่นคือการ “เคี้ยวหมาก–สะพายตะกร้าหมาก” งานวิจัยนี้เชื่อมโยงประเด็นอัตลักษณ์เพศ ความเชื่อ และศาสนาท้องถิ่นในบริบทปัจจุบันอย่างสร้างสรรค์ โดยตั้งใจถ่ายทอดความจริงของปรากฏการณ์นี้ในฐานะ “ปรากฏการณ์ทางสังคม” เพื่อให้เป็นความรู้เชิงพื้นที่ต่อไป
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน



