ปัจจัยนี้ได้ถูกนำมาผนวกเข้ากับงาน ไทยแลนด์โฟกัส 2026  เวทีประชุมระดับนานาชาติที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ตลาดหุ้นไทยกำลังคึกคักสุดขีดดัชนีพุ่งขึ้นมากว่า 30% โดยพุ่งทะยานจาก 1,200 จุดปีที่แล้วขึ้นมาแตะระดับ 1,600 จุด ขณะที่การซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจากต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีก่อนขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับการไหลกลับเข้ามาซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติจากปีที่แล้วขายออกสุทธิ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับขึ้นมาไหลเข้าสุทธิ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เปลี่ยนโหมดดึงลงทุน

ความน่าสนใจของงานในปีนี้คือการที่ ตลท.ทลายภาพจำเดิม ๆ เปลี่ยนจากโหมดตั้งรับมาสู่โหมดรุกเต็มสูบเพื่อดันหุ้นไทยกลับเข้าสู่เรดาร์กองทุนโลก” จากเดิมที่ตลาดหุ้นไทยมักถูกมองว่ามีแต่หุ้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างพลังงาน ธนาคารหรืออสังหาริมทรัพย์จนทำให้ดึงดูดเงินทุนจากกองทุนรุ่นใหม่ ๆ ได้ยาก แต่ปีนี้ ตลท.จับมือกับบีโอไอ ขนทัพบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่และโครงการจั๊มพ์พลัสมารวมกว่า 16 บริษัทจากทั้งหมด 78 บจ.เข้าร่วมนำเสนอข้อมูลแบบตัวต่อตัวกับสถาบันต่างชาติเพื่อฉายภาพให้เห็นว่าไทยมีองค์กรเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่พร้อมเติบโต

นอกจากนี้ ตลท.ยังเดินหน้าลุยการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคด้วยแนวคิดการจัดทำดัชนีร่วม ไชน่า-อาเซียนอินเด็กซ์ เพื่อสร้างสะพานเชื่อมรองรับเม็ดเงินเอาท์บาวด์ฟันด์ จากนักลงทุนต่างชาติและจีนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างอีทีเอฟในอนาคต

โชว์ไม้เด็ดของไทย

หากจะถามว่าอะไรคือ ไม้เด็ดที่ถูกนำเสนอจนเรียกเสียงฮือฮาและสร้างความตื่นเต้นให้กับกองทุนระดับโลกคงหนีไม่พ้นเรื่อง ดาต้าเซ็นเตอร์และ เอไออินฟราซัดเจอร์ ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นทิศทางการใหม่ของประเทศไทยพร้อมกับแสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐอย่างกระทรวงพลังงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าและยักษ์ใหญ่ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก เพื่อตอกย้ำว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งอาเซียน

แก้โจทย์พลังงาน

สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงานนี้ทางกระทรวงพลังงานได้นำเสนอความคืบหน้าของนโยบายการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงและโชว์พิมพ์เขียวแผนพัฒนาพลังไฟฟ้าฉบับใหม่ที่วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบสูงเกินกว่า 60% เพื่อตอบโจทย์ค่ายเทคโนโลยีระดับไฮเปอร์สเกล เช่น กูเกิล, ไมโครซอฟต์, เอดับเบิ้ลยูเอสที่มีเงื่อนไขเรื่องอีเอสจีและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

พร้อม ๆ ไปกับการเตรียมวงเงินกู้หรืองบประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานรวมทั้งการอัปเกรดระบบสายส่งให้ทันสมัยเพื่อรองรับการขายไฟแบบระบบการคำนวณและคิดค่าไฟฟ้าโดยแยกอัตรา (เน็ตบิลลิ่ง) และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนและผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นภาพชัดว่าไทยไม่ได้มีแค่แผนแต่มีงบประมาณและกรอบเวลาหนุนหลังจริง

ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำความชัดเจนว่าการจัดหาพลังงานสะอาดมารองรับดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่กระทบต่อต้นทุนค่าไฟของประชาชน โดยกำหนดให้ผู้ลงทุนรายใหม่รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มจากการนำเข้าก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า ในขณะเดียวกันก็เพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนผ่านตลาดสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง เพื่อให้เกิดการแข่งขันในการจัดหาพลังงานสะอาดในราคาที่ถูกลง ซึ่งสร้างความสบายใจให้กับนักลงทุนต่างชาติในแง่ของเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง

แนะจัดตั้งสมาคมอุตฯ

บรรดาผู้พัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำอย่าง ดิจิทัล เอจ ดีซีได้ร่วมเปิดมุมมองว่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอในประเทศ ไทยไม่ใช่แค่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว 20-30 ปี ซึ่งทางกลุ่มผู้ลงทุนประทับใจในความใส่ใจเชิงนโยบายของภาครัฐและชื่นชมมาตรการความง่ายในการดำเนินธุรกิจภายใต้การนำของบีโอไอที่ช่วยปลดล็อกขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ดิจิทัล เอจ ดีซี ได้เสนอแนะให้มีการจัดตั้งสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อเป็นช่องทางในการกระชับความร่วมมือและการหารืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงกระตุ้นการสนับสนุนนโยบายการศึกษาเพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงโดยเฉพาะการดึงนักวิทยาศาสตร์เอไอและผู้เชี่ยวชาญเข้าสู่ระบบเพื่อรองรับตำแหน่งงานและอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล

ขาดทักษะความรู้ขั้นสูง

สอดรับทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือดีป้าที่บอกว่าแม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าเชิงโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความเร็วสูงที่โดดเด่นเปรียบเสมือน “ทางหลวงดิจิทัล” แต่ดัชนีขีดความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัลของไทยยังอยู่ในอันดับที่ 37 จาก 70 ประเทศ ซึ่งเป็นจุดอ่อนด้านทักษะความรู้ขั้นสูงและอยู่ในอันดับที่ 29 ในด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากยังขาดการขับเคลื่อนด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูลและขาดเงินลงทุนในเทคโนโลยีเอไออย่างจริงจัง อีกทั้งยังอยู่อันดับที่ 45 ในด้านความพร้อมสู่อนาคต เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและเอไอ รวมถึงการมีผลงานวิจัยและบทความเชิงวิทยาศาสตร์ด้านเอไอจากสถาบันวิชาการในประเทศระดับต่ำมาก

ขณะนี้จึงเกิดแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ระดับสูง, การยกระดับองค์กรธุรกิจสู่ดิจิทัลมูลค่าสูงเพื่อป้องกันการรั่วไหลของมูลค่าไปต่างประเทศ, การส่งเสริมให้เอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เกษตรกรรม และบริการนำเอไอไปปรับใช้, การส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคมผ่านเทคโนโลยีและการวางรากฐานนวัตกรรมอนาคต เช่น ควอนตัมและระบบหุ่นยนตอัตโนมัติแม้เป็นแค่ร่างแรกที่ยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมากในอีก 2 เดือนข้างหน้า

เหล่าบจ.โชว์ความพร้อม

ฝั่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยต่างนำเสนอความพร้อมในการคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงานสะอาดรวมถึงการมีโครงข่ายไฟฟ้าระดับภูมิภาคที่เสถียรสุขภาพ เทคโนโลยีตลอดจนการยกระดับเรื่องอีเอสจีที่จับต้องได้ โดยผู้บริหารภาคเอกชนเน้นย้ำถึงแผนด้านความสามารถในการทำกำไรที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาราคาหุ้นถูกแต่ไม่โต แสดงให้นักลงทุนเห็นว่า บจ. ไทยไม่ได้มีดีแค่ปันผลสูงแต่มีเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ ๆ ที่พร้อมขยายสเกลไประดับภูมิภาค

ผู้ลงทุนร่วมงาน220ราย

ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ฉายภาพไทยแลนด์ โฟกัส 2026 ปีนี้ได้การตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 220 ราย จาก 74 สถาบันทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มกองทุนต่างประเทศที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่44กองทุนจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ประมาณ 42 กองทุน และมีจำนวนผู้แทนที่เป็นนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 40 กว่าคนเป็น 50 คน ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนต่างชาติมีความสนใจและพร้อมเข้ามาศึกษาโอกาสในตลาดทุนไทยอย่างจริงจัง

ในจำนวนนี้มีทั้งประเทศที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วในปัจจุบันที่มาร่วมรับฟังพัฒนาการและศักยภาพเติบโตของไทยและยังมีประเทศใหม่ที่เข้าร่วมงานเป็นครั้งแรก อาทิ สวิตเซอร์แลนด์, นิวซีแลนด์ และอิสราเอล สะท้อนสัญญาณเชิงบวกที่ชี้ว่าตลาดทุนไทยยังเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับการลงทุนของผู้ลงทุนทั่วโลก

“ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกสนใจติดตามการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้าง
พื้นฐานการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ซึ่งภาคธุรกิจไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งมีศักยภาพในการปรับตัว ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยกลับมามีความโดดเด่นอีกครั้ง”

ฟีดแบ็กโบรกเกอร์ต่างชาติ

ขณะที่ฟีดแบ็กจากโบรกเกอร์ต่างประเทศอย่าง บล.ยูบีเอส(ประเทศไทย) จำกัด เล่าว่า จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ที่มาร่วมงาน ปีนี้พบว่านักลงทุนรู้สึกสบายใจขึ้นหลังได้รับฟังนโยบายจากภาครัฐทั้งด้านเสถียรภาพทางการเมืองควบคู่กับนโยบายการเติบโตที่ฉายให้เห็นภาพอนาคตชัดเจนแต่มองว่าการปรับตัวขึ้นของหุ้นไทยรอบนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เห็นได้จากอัตราส่วนต่อกำไรที่ยังอยู่ประมาณ 12 เท่าซึ่งต่ำกว่าภูมิภาคซึ่งอยู่ที่ประมาณ  15 เท่า ทำให้มูลค่าหุ้นไทยยังน่าสนใจ จึงคาดการณ์ดัชนีสิ้นปีนี้
ไว้ที่ 1,680 จุดและเชื่อว่าหลังจบงานไทยแลนด์โฟกัสฯ  มีโอกาสปรับเป้าหมายอีก

แต่การที่จะเห็นดัชนีขยับขึ้นไปได้สูงกว่านั้นจะขึ้นอยู่กับการลงมือปฏิบัติจริงของภาครัฐ โดยเฉพาะความคืบหน้าของ
นโยบายขนาดใหญ่อย่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าโครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์และกรอบควบคุมเอไอ หากรัฐบาลเริ่มดำเนินงานได้ตามสัญญา เชื่อว่าตลาดและนักวิเคราะห์ก็จะเริ่มปรับประมาณการและดันให้ดัชนีไปต่อ

เช่นเดียวกับ บล.ซีแอล เอส เอ (ประเทศไทย) ที่ให้ความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยปีนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น หาก
เทียบในภูมิภาคเอเชียประเทศไทยเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในขณะที่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิมาโดยตลอด และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือ การเลือกตั้งครั้งใหม่และการริเริ่มนโยบายใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติแม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้างแต่นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไปเพราะมองเห็นการเติบโตของจีดีพี 

ความสำเร็จของงานไทยแลนด์ โฟกัส  2026 ไม่ได้วัดกันแค่ผู้ลงทุนสถาบัน 220 ราย จากทั่วโลก ที่คึกคักเป็นประวัติการณ์เท่านั้น แต่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นที่เงินต่างชาติจะคงอยู่อย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับการดำเนินตามนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะการเร่งยกระดับทุนมนุษย์และสร้างบุคลากรเทคโนโลยีทักษะสูงเพื่อลบจุดอ่อนของประเทศและเปลี่ยนคำมั่นสัญญาบนเวทีโรดโชว์ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง.

—————————————————————————————————————————-

โอกาสสำคัญที่ไทยผลัดใบ

กอบศักดิ์ ภูตระกูลกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ บอกว่า ปีนี้เป็นปีที่นักลงทุนให้การตอบรับกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. และเข้าร่วมงานเป็นอย่างดีจากที่ได้สัมผัสและพูดคุยกับหลาย ๆ คน คิดว่าหลายคนกลับไปด้วยความมั่นใจในตัวของเศรษฐกิจไทยมากขึ้นแม้ยังมีความท้าทายเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เป็นปัญหาให้บริหารจัดการไปอีกระยะเวลาหนึ่งอีกทั้งเรื่องอัตราภาษีก็ยังไม่จบลงง่าย ๆ

แต่สิ่งที่โชคดีที่สุดตอนนี้คือ ประเทศไทยกำลังเป็นที่สนใจของทุกคนที่ต้องการมาลงทุนในอาเซียนถือเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยมาก่อน ได้แก่ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, แผ่นวงจรพิมพ์, เอไอ, ดาต้าเซ็นเตอร์, หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์, อีวีพลังงานสะอาด, เทคโนโลยีชีวภาพ รวมไปถึงการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคที่ทยอยเข้ามาเกิดขึ้นในไทย

นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในการ ผลัดใบของไทยแต่คิดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3–5 ปีเนื่องจากกระบวนการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องใช้เวลาให้เสร็จสิ้นก่อน ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. ก็กำลังเร่งผลักดันกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่ ให้เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีมาก เพราะปัญหาของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันคือมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างเดลต้าน้อยเกินไปเมื่อมีอยู่แค่ตัวเดียวโดด ๆ จึงเกิดความปั่นป่วนอยู่เสมอ จึงควรมีแบบเดลต้า หลาย ๆ บริษัทให้มากขึ้น ซึ่งโครงการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างบิลด์ทูไอพีโอ จึงเป็นสิ่งที่ดีมาก

ทั้งนี้ในอนาคตแนวทางที่ควรดำเนินการ คือการตั้งข้อกำหนดหรือเจรจากับบริษัทต่างชาติในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อเจาะตลาดอาเซียนว่าอยากขอให้จัดตั้งบริษัทจดทะเบียนขึ้นในไทยและนำบริษัทนั้นเข้าจดทะเบียนใน ตลท. ด้วยเหมือนกับกรณีที่เดลต้าเคยทำไว้ในอดีต หากทำสำเร็จตลาดหุ้นไทยจะมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่เติบโตอย่างไม่ธรรมดาแน่นอน

ความเชื่อมั่นในปัจจุบันนี้หากดูในตลาดทุนก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่หัวใจสำคัญที่สุดของการสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่ที่คำพูดแต่อยู่ที่ความสามารถในการผลักดันและดำเนินนโยบายให้เกิดขึ้นจริง”.

ทีมเศรษฐกิจ