โพลของ “สถาบันพระปกเกล้า” บอกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้คะแนนเชื่อมั่นน้อยสุด เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่ถูกสำรวจความคิดเห็น มีความกังขากกต.เรื่องความเป็นอิสระและการถูกแทรกแซง
ดังนั้นถ้ากกต.ทั้ง 7 คน ต้องการกอบกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรที่ย่ำแย่ในเวลานี้ ก็ต้องส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ทั้งหมด 229 คน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อตอบสนองตามความต้องการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่ตอบคำถามสื่อฯ เกี่ยวกับคดีฮั้วสว.ว่า “ก็ไปสู้กันในศาล”
คือนายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดข้อมูลอ้างว่ามีหลักฐานเชื่อมการฮั้วเลือก สว. กับรัฐมนตรี และ สส.พรรคภูมิใจไทย ว่า “ก็ไปสู้กันในศาล”
ดังนั้นกกต. โดยเฉพาะ กกต. 5 คน (จากทั้งหมด 7 คน) อย่า! “ลุแก่อำนาจ” ด้วยการส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. เพียงไม่กี่คน พอเป็นพิธี! แต่ สว.สีน้ำเงิน 138 คน และบิ๊ก ๆ ในพรรคภูมิใจไทย รอดหมด!
ที่ผ่านมา กกต. 5 ต่อ 2 เสียง “ลุแก่อำนาจ” มากไปหรือไม่? ใน 2 กรณีคือ 1.ล้มมติของกกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ที่ประเมินให้คะแนนการทำงานของ “เลขาฯ กกต.” ปี 68 “ไม่ผ่าน”
แต่ กกต.ชุดปัจจุบัน ส่วนใหญ่เพิ่งทำงานกับ “เลขาฯกกต.” ยังไม่ถึง 1 ปี แต่กลับประเมินให้ผ่าน!
2.ไม่รับหลักฐานทางการเงินของขบวนการฮั้ว สว. ที่ “ดีเอสไอ” จัดหาไว้ให้ ทั้งที่เป็นหลักฐานสำคัญทางวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าคณะสอบสวนสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 แจ้งเป็นหนังสือกับกกต. ว่าควรรับหลักฐานชิ้นนี้ไว้ประกอบการพิจารณาในสำนวน
ที่ผ่านมาอาจจะมีคนไปเป่าหูกกต.ส่วนใหญ่ให้สบายใจได้ ว่า “ขาใหญ่บุรีรัมย์” คุมเกมอยู่หมัด! ถ้าจะมีฝ่ายตรงข้ามลากเรื่องนี้ไปป.ป.ช. ก็ไม่มีปัญหา! แล้วจะเอากกต.ไปขึ้นศาลได้อย่างไร?
แต่ กกต.ที่มีลักษณะ “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” อย่างชัดเจนกับ สว. 138 คน อย่าลืม! ว่าประเทศไทย ไม่ได้มีแค่ “ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง” เท่านั้น! แต่ยังมี “ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ” ที่ยังเป็นช่องทางให้คนไปฟ้องเล่นงานกกต.ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และลุแก่อำนาจ เหมือนที่อดีต ป.ป.ช. “วัชรพล-สุภา” โดนมาแล้วในคดีนาฬิกาหรูยืมเพื่อนมาใส่
เนื่องจากคดี “ฮั้ว สว.” คือบทพิสูจน์สำคัญเกี่ยวกับหลักนิติรัฐ นิติธรรมของประเทศไทย ถ้ากกต.ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มองว่าจังหวัดที่มีสส. และสว.ไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสมกันเลย เช่น บุรีรัมย์มี สว.มากที่สุด 14 คน (มี สส. 10 คน) สตูลมี สว. 6 คน (มี สส. 2 คน) อ่างทองมี สว. 6 คน (มี สส. 2 คน)
ขณะที่กรุงเทพฯ มี สว. 9 คน ทั้งที่ควรได้ สว. ไม่ต่ำกว่า 30 คน (มี สส. 33 คน) และอีก 13 จังหวัด ไม่มี สว.แม้แต่คนเดียว นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม ไม่มีอะไรผิดปกติเลย! กรณีผู้สมัคร สว.เข้ามา “พลีชีพ” โหวตให้คนอื่นอย่างเดียว แต่ไม่โหวตให้ตัวเองเลย ก็เป็นสิทธิของเขา และไม่ต้องสนใจเส้นทางการเงิน
โดยเฉพาะบุรีรัมย์–อ่างทอง–สตูล ได้ สว.มาอย่างขาวสะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง แล้วประเทศนี้จะอยู่กันอย่างไร? ถ้ายังปล่อยให้ สว.สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่มีอำนาจในการแต่งตั้ง “องค์กรอิสระ” มาทำหน้าที่ชี้ถูก ชี้ผิดคนอื่น โดยที่ กกต.คิดว่าจะไม่มีใครออกมาเช็กบิลย้อนหลังบ้างหรือ?
พูดกันตามตรงถ้า “สว.สีน้ำเงิน” อยู่ต่อไปเรื่อย ๆ และแต่งตั้ง “องค์กรอิสระ” กันตามอำเภอใจ มาทำหน้าที่ตรวจสอบคนอื่น ๆ จะมีความเที่ยงธรรมและเป็นกลางได้อย่างไร? คงพึ่งพาองค์กรอิสระไม่ได้!
เอาว่าตอนนี้คนไทยต้องขอพึ่งพา “ศาลยุติธรรม” และ “ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่” จะเป็นด่านสุดท้ายในการกำจัดสิ่งสกปรกในการเลือก สว. ครั้งอื้อฉาวที่สุดในประเทศไทย!!.
พยัคฆ์น้อย



