
กระแสเพลง “กฎของคนถ่า” ล่าสุดเป็นอย่างไรบ้าง?
ก็ต้องขอบคุณคนเขียนเพลง คุณครูบาอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังทุกท่านที่ เรียบเรียงดนตรี แล้วก็ขอบคุณน้าไผ่ พงศธร แล้วก็ขอบคุณแกรมมี่โกลด์ แล้วก็ พี่ ๆ ทีมงานแกรมมี่ทุก ๆ ท่าน และที่สำคัญก็คือต้องขอบคุณพี่ ๆ ทุก ๆ คนที่เข้ามาฟังเพลงด้วยครับ

ที่มาของเพลงและความหมายใน MV เป็นอย่างไร?
จริง ๆ เพลงนี้มันมีการส่งมาตั้งนานแล้วครับ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะว่าช่วงนั้นมันเป็นช่วงที่ผมเพิ่งทำเสร็จอัลบั้มมา แล้วก็ต้องทิ้งช่วงไปสักพักหนึ่ง เราก็เก็บเพลงนี้ไว้นานมากแล้วแหละ เราก็เลยอัดกีตาร์ร้องเพลง คือผมอยากร้องเพลงนี้ให้กับการโปรโมเตอร์ของผม พอลองดีดกีตาร์ร้องเพลงมา ก็โอเค งั้นก็ตกลงทำเพลงนี้ ซึ่งเนื้อหาของเพลงนี้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพลงที่น่าจะเข้ากับใครหลาย ๆ คนที่กำลังรออะไรสักอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความรักหรืออะไรก็ตามแต่ ผมเชื่อว่าความรักมันทำให้คนเป็นบ้าได้ ซึ่งใน MV เนี่ย พระเอกเนี่ย แน็ก นฤพล เล่น เป็นคนบ้า เดินไปเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งในร้านคาราโอเกะ จากนั้นเขาไล่ออกไปแล้ว แต่คือมันเป็นการจินตนาการของคน ๆ นั้น ของตัวละครตัวนั้นเอง ก็เปรียบเสมือนว่าความรักหรือความหลง มันทำให้คนรู้สึกว่า มันทำให้คนเป็นบ้าได้ หรือเปรียบเทียบว่า คนเราเนี่ยชอบทำตามหัวใจมากกว่าสมอง ถ้าเราทำตามหัวใจ เนี่ย เอ้ย เรารักเขานะ แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเราจะเจ็บ แต่ถ้าเราทำตามสมอง เอ้ย ไม่รักดีกว่า เราจะเจ็บ แต่เรากลับเลือกทำตามหัวใจ
การทำงานใน MV เป็นยังไงบ้าง?
ได้แน็ก มาเป็นพระเอก นางเอกเป็นน้องบิว อย่างแน็กเคยทำงาน ด้วยกันมาบ่อย คือไม่ต้องห่วงเรื่องประสิทธิภาพเขาดีอยู่แล้ว นางเอกเนี่ยดีมาก เขาเก่งอย่างในฉากมีตอนสูบบุหรี่ น้องเขาก็คีฟลุคและทำการบ้านมา ตอนแรกถามว่าสูบหรือเปล่าเขาบอกไม่ มันคือแอ็กติ้งก็ดี มาก ๆ ครับ การทำงานด้วยง่ายมาก ๆ และทุกอย่างก็ลงตัวเป็นงานที่ทำแล้วมีความสุขครับ ดีใจที่หลายคนชอบเพลงด้วยครับ

ตอนนี้อยู่วงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว เป็น อย่างไรบ้าง?
ประมาณ 11 ปีครับ คือผมเข้าวงการมาโดยที่แบบไม่รู้อะไรเลย แต่ว่าคือผมโชคดีที่ผมได้อยู่กับน้า (ไผ่ พงศธร) มาตั้งแต่เด็ก เราได้เห็นว่าเวลาเขาไปงานคอนเสิร์ตเป็นอย่างนี้นะ ขึ้นเวทีแบบนี้ ไปสัมภาษณ์ แบบนี้ แล้วก็เริ่มมาไปอยู่ สหภาพดนตรี คือผมเซ็นสัญญา ตอนอายุประมาณ 18 ปี ตอนนี้ผมอายุ 30 ปีแล้ว ก็นานมาก ๆ ตอนแรกท้อมากครับ ไม่อยากทำเลย รู้สึกว่ามันยากมาก ๆ ไม่เหมาะกับเรา จำได้ว่าเพลงแรกผมอัดเดือนกว่าเลยนะ แถมเจออาจารย์ที่เป็นครูหรือเสมือนพ่อของผม เขาพูดว่า “มึงเลิกเป็นนักร้องซะ” ตอนนั้นร้องไห้เลย บอกว่าผมไม่ทำแล้ว โชคดีที่พี่อาจารย์อีกท่านหนึ่ง คนที่แต่งเพลงสาวน้อยกลับบ้าน ท่านเดินมาบอกว่า “ดูไผ่สิ (ไผ่ พงศธร) ถ้าพูดถึงภาษาครูบาอาจารย์ที่เขาพูดกับผม มึงดู น้าสิ กว่าเขาจะผ่านมาได้ เขาโดนมามากกว่ามึงอีก แค่นี้มึงท้อแล้วเหรอ มันก็เลยเป็นจุดแรกเหมือนกันเตือนสติเรา ให้เราทำให้ดีขึ้น
นอกจากงานร้องเพลงแล้ว จาเองก็มีโอกาสได้แสดงละครด้วยใช่ไหม?
ผมว่าผมเชื่อในจังหวะของชีวิตก็คือ อยู่ดี ๆ ได้มาเล่นละครครับ ด้วยความที่ผมไปกับน้าไผ่แต่เด็ก น้าไปกองละครผมก็ไป ไปซื้อของ ไปอยู่ในกองเนี่ยทั้งวันทั้งคืน เขาก็เลย วันนั้นผมไปถ่าย MV เพลงให้แน็ก นฤพล แล้วบินกลับมาและได้มีโอกาสไปแคสละครที่ตึกแกรมมี่ แล้วก็ ได้เล่นเรื่องแรก “ทายาทพันธุ์ข้าวเหนียว” จากนั้นก็ทำงานมาเรื่อย ๆ และมาเซ็นสัญญากับแกรมมี่โกลด์ครับ

มุมมองต่อการเป็น “ซูเปอร์สตาร์” ลูกทุ่งและความเป็นตัวตนที่ติดดินมันดูย้อนแย้งกันมาก?
ผมไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกทุ่งหรือคนดังเลยครับ คือผมยังไม่ดังขนาดนั้น ผมรู้สึกผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ติดดิน ใส่ชุดกีฬาอยู่บ้าน บางทีก็คือน้าเขาก็คอมเพลนว่า “เอ้ย มึงเป็นนักร้องนะ มึงต้องแต่งตัวดี ๆ หน่อย” อะไรประมาณนี้ บางทีเราก็ชิลเกินไป แต่ผมไม่มีความคิดว่าเราดังเลย เรา คิดว่าเราอยากมาทำงานมากกว่า และด้วยความที่อยู่กับน้ามาก การพูดการจาก็จะเหมือนเขา แต่ว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนที่ขี้เล่น ทะเล้น อะไรประมาณนั้นครับ
ตอนนี้อยากทำอะไรเพิ่มเติมในวงการบันเทิง เพราะอะไร?
อยากเล่นหนังครับ (ยิ้ม) คือผมได้ยินจากผู้กำกับที่เขาพูดมาว่า ภาพยนตร์มันจะชัดขึ้น คือในละครเรายืนหลายคนใช่ไหมมันต้องแอ็กติ้งหลายคน แต่งหนังเขาจะโคลสอัปคนเดียว ผมว่ามันน่าจะยากกว่า เลยอยากลอง แต่ผมไม่เคยเรียนร้องเพลงหรือแอ็กติ้งนะ เป็นแนวครูพัก ลักจำดูการแสดงคนอื่นมาแล้วเอามาปรับกับตัวเองมากกว่าครับ

เรื่องถูกวิจารณ์ว่าใช้เส้นของน้าไผ่ พงศธรเข้าวงการ รู้สึกนอยด์ ข่าวนี้ไหม?
บอกตรง ๆ คำพูดนี้ตอนแรกมีผลกับใจผมนะ ทีแรกผมไม่ชอบเลยกับคนที่มาเรียกผมว่าคือเด็กเส้น ไม่ชอบเลย แต่มันคือความจริง มันหนีไม่พ้น แต่ถามว่าเราเข้ามาได้เพราะใคร เพราะว่าน้าเป็นคนชักจูงมา คือน้าฝากให้เรา ไปเทสต์ละคร ไปเทสต์มา 3-4 รอบเลยนะกว่าจะได้เป็นศิลปินของแกรมมี่ โกลด์ พยายามจนกว่าจะได้ ซึ่งก็ต้องผ่านขั้นตอนยากมาก ๆ บางคนอาจจะคิดว่าง่าย แต่ไม่เลยครับ ยากมาก ๆ และพอมาเป็นแล้ว ก็ถูกวิจารณ์ว่าเหมือนน้าจนเกินไป จนไม่มี คาแรกเตอร์ เราก็เลยต้องพิสูจน์ตัวเองมาเรื่อย ๆ ทำให้ดี ทำให้เก่งขึ้นเรื่อย ๆ ครับ

ภูมิใจกับตัวเอง พอตอนนี้คนมาชอบเรา?
ภูมิใจมากครับ คือผมต้องผ่านจุดในเรื่องของการที่เราต้องปรับตัว ในเรื่องของการเป็นคนที่มีชื่อเสียงขึ้นมา จากตอนแรกที่เรามีความรู้สึกว่า มันยากจังเลยในเส้นทางนี้ไม่อยากทำ แต่พอได้ลองทำ ได้พยายามก็เต็มที่กับมันครับ

ถามว่าตอนนี้ชีวิตส่วนตัวหายไปไหม?
ไม่หายครับ ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ผมยังขายลาบ ขายของเหมือนเดิม ไปเจอผมก็ยังใส่ผ้ากันเปื้อนอยู่ปกติ ไม่ได้แปลกแตกต่าง แต่พอออกงานอาจจะแต่งตัว ดีขึ้นมา เพราะเป็นหน้าตาของค่ายครับ

การดูแลแฟนคลับของคุณล่ะ เป็นอย่างไร?
สำหรับผมนะครับ ผมไม่มีแฟนคลับ ของผมเรียกว่าผู้ติดตามและรักผม ดีกว่า คือผมยังคิดว่าผมไม่ได้ดังอะไรขนาดนั้น แค่คนที่เขารู้จักเรา ติดตามเรามากกว่า ผมไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์อะไร ผมเป็นนักร้องที่อยากร้องเพลงดี ๆ ให้แฟน ๆ มากกว่าครับ และพอทุกคนรักผม ในใจไม่มีคำอื่นเลยนอกจากคำว่าขอบคุณครับ ขอบคุณที่รักและติดตามผมนะครับ และฝากติดตามทุก ๆ ผลงานของผมด้วยนะครับ
ยิ่งได้พูดคุยกับจาก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีและมุ่งมั่นเพื่องานที่รักอย่างมาก ใครเป็นแฟนคลับของเขาก็ฝากติดตามเขาเยอะ ๆ นะจ๊ะ เชื่อว่าเขาไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน.
เรื่อง : สมคิด แซ่คู / ภาพ : แกรมมี่ โกลด์



