โดยหนึ่งในวิธีช่วยให้ปรับตัวได้ไวขึ้นนั้นก็คือ “การทำความเข้าใจภาษา” ต้องไปตั้งรกรากหรือลงหลักปักฐาน ซึ่งคนที่ทำได้ก็ต้องถือว่า “มีทุนชีวิต” ดังเช่นตัวอย่างของ “หญิงไทยในแดนน้ำหอม” คนนี้ ที่เลือกใช้ภาษาเป็นอาวุธให้กับชีวิตตัวเอง จนทำให้จากที่เรียนรู้ภาษาเพื่อหวังแค่จะเอาตัวรอดกับการใช้ชีวิตในต่างแดน แต่สุดท้ายเธอกลายเป็นคนไทยอีกงคนที่ได้อุทิศตัวช่วยเหลือคนไทยไกลบ้านผ่านบทบาทของ “ครูภาษา” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีบทสนทนาของเธอบินข้ามขอบฟ้ามาไกลจากประเทศฝรั่งเศส…

ดร.ธารฤทัย เลอเรย์” หรือคนไทยในฝรั่งเศสรู้จักในชื่อว่า “ครูเจ” เริ่มบทสนทนากับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่า เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ กับเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสในฐานะภาษาต่างประเทศระดับสูง (FLE) ซึ่งตอนนี้เธอพำนักในฝรั่งเศส โดยจุดเริ่มต้นที่สนใจภาษาฝรั่งเศส ครูเจบอกว่าเริ่มต้นเรียนภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สามในชีวิตตั้งแต่ตอนเรียนชั้น ม.ปลาย และจบปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยอ็องเฌ (Université d’Angers) โดยครูเจเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนที่เชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศสระดับสูง หรือระดับ FLE โดยก่อนย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส เธอเป็นคนเชียงราย โดยเมื่อเรียน ม.ปลาย สายศิลป์-ภาษาฝรั่งเศส ที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ก็ไปเรียนต่อปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาฝรั่งเศส ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ส่วนจุดเริ่มต้นของความผูกพันกับประเทศฝรั่งเศส เริ่มจากต้องเดินทางมาที่นี่เพื่อเรียนต่อปริญญาโท แต่เมื่อมาถึงฝรั่งเศส ตอนนั้นเธอไม่อยากเรียนสายภาษาแล้ว เพราะอยากเรียนสายวิชาชีพมากกว่า จึงตัดสินใจเปลี่ยนไปเรียนด้านการท่องเที่ยวแทน โดยตอนเรียนปริญญาโท เธอเรียนที่มหาวิทยาลัยซาวัว (Université Savoie) ที่เมืองชอมเบรี (Chambéry) โดยเรียนด้านการโรงแรมและอาหาร พร้อมลงเรียนทําขนมหวานฝรั่งเศส ที่โรงเรียนมัธยม นิโกลา อัปแปร์ (Lycée Nicolas Appert) ที่เมืองน็องต์ (Nantes) ไปด้วยในตัว โดยเมื่อเรียนจบก็เริ่มทํางาน และได้พบกับสามีในขณะที่ทํางานในร้านอาหารฝรั่งเศสที่เมืองนี้ จากนั้นจึงตัดสินใจกลับมาเรียนต่อจนจบปริญญาเอก สาขาภาษาศาสตร์และการสอนภาษาฝรั่งเศส โดยเธอต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะค้นพบว่า “อาชีพครูคือสิ่งที่ชอบที่สุด”

ครูเจเล่าว่า การใช้ชีวิตในยุโรปของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาย และทักษะภาษาที่มีตอนนั้นเป็นอาวุธที่เธอต้องนำมาใช้ในแต่ละวันเพื่อเอาชีวิตรอดจริง ๆ ซึ่งภาพที่เคยคิดไว้กับความเป็นจริงนั้นช่างแตกต่างกันมาก

อยากให้ลองนึกภาพนักศึกษาไทยที่เรียนจบเอกภาษาฝรั่งเศสจากไทยระดับเกียรตินิยม และเดินทางมาหางานทำที่ฝรั่งเศส เพราะคิดในใจว่า ทุกคนน่าจะรับเราเข้าทํางานแน่นอน เพราะมีดีกรีระดับนี้ แต่เมื่อไปสมัครงานเสิร์ฟอาหารกลับพบว่าตัวเองยังไม่รู้เลยด้วยซํ้าว่าวัฒนธรรมการกิน การสั่งอาหาร การตั้งคําถาม หรือประโยคที่คนฝรั่งเศสใช้พูดกันจริง ๆ เป็นอย่างไร” ครูเจได้เล่าย้อนถึง “คัลเจอร์ช็อกเรื่องแรก” ที่เจอเมื่อมาอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส

ก่อนจะเล่าอีกว่า ช่วงแรก ๆ เวลาไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แม้จะเรียนภาษาฝรั่งเศสมาจนได้เกียรตินิยม แต่ปรากฏว่า แม้แต่การฟังราคา เธอก็ยังฟังไม่ออกเลย จนต้องคอยดูตัวเลขจากเครื่องคิดเงินแทน แถมครั้งหนึ่งยังเคยมีปัญหากับร้านอินเทอร์เน็ต เพราะฟังเจ้าของร้านพูดไม่เข้าใจ โดยตอนนั้นเจ้าของร้านบอกเธอว่า ถ้าฟังไม่อออกก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช้โรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศส

แวะชิมครัวซองต์ ขนมประจำชาติฝรั่งเศส

ครูเจบอกว่า ภาษานั้นเกี่ยวโยงกับชีวิตคนมาก ๆ ซึ่งเธอเองประสบพบเจอมาด้วยตัวเธอเอง เพราะการพูดไม่ได้ หรือฟังภาษาท้องถิ่นที่เราไปอาศัย หรือใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ จะยิ่งส่งผลต่อความมั่นใจและคุณค่าของตัวเองอย่างมาก เพราะจากที่สัมผัสมาพบว่า อุปสรรคภาษาทําให้คนไทยหลายคนที่ย้ายถิ่นฐานมาไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ ซึ่งบางคนนั้นตอนอยู่ไทยเป็นคนสนุกสนาน แต่พอมาอยู่ที่นี่กลับเป็นคนซึมเศร้าเก็บตัวเงียบไปเลยก็มี เพราะพูดก็ไม่ได้ เข้าใจก็ไม่ได้ ทำให้หลายคนไม่สามารถออกไปทํางานได้ ซึ่งเมื่อหารายได้ไม่ได้หลายคนก็รู้สึกคุณค่าในตัวเองลดลง จนทำให้ครูเจตัดสินใจเปิดโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศสเล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่อสอนภาษาให้กับคนไทยไกลบ้าน

ที่ตั้งใจเป็นพิเศษคือ อยากทำให้ผู้หญิงไทยที่ใช้ชีวิตที่นี่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสแบบไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น จึงเปิดห้องเรียนภาษาฝรั่งเศสออนไลน์ขึ้น ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ซึ่งนักเรียนของเราแต่ละคนก็มาจากอาชีพหลากหลาย มีทั้งพนักงานทั่วไป ผู้จัดการ ข้าราชการ ไปจนถึงนักวิจัย ซึ่งคนที่มาอาซัยที่นี่ทุกคนต้องเรียนภาษาฝรั่งเศส เพราะกฎหมายกําหนดไว้ให้ต้องมีความรู้ภาษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้ในการต่อบัตรพํานักระยะยาว และเพื่อให้ช่วยเหลือตัวเองได้ในสังคมฝรั่งเศส” ครูเจเล่าเหตุผลที่เปิดโรงเรียนนี้

ร่วมพิธีแต่งงาน คนไทย-คนฝรั่งเศส

ครูเจบอกว่าการพูดภาษาถิ่นที่ตัวเรามาอาศัยหรือใช้ชีวิตอยู่ไม่ได้ ถือเป็นการตัดโอกาสชีวิตคนนั้นเป็นอย่างมาก อโดยนอกจากจะทำให้เกิดปัญหาการใช้ชีวิตแล้ว ยังกระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย เช่น บางคนไม่สามารถไปประชุมผู้ปกครองของลูกได้เหมือนคนอื่น หรือสอนการบ้านลูกไม่ได้ ทำให้เสียความมั่นใจในตัวเอง หรือแม้แต่การหางานทำ บางคนสอบภาษาได้ตามระดับที่กําหนดแล้ว โดยเรื่องต่าง ๆ ที่เล่ามานี้ก็เพื่อให้เห็นว่า การใช้ภาษานั้นต้องสามารถนําไปใช้ได้จริง ๆ โดยเธอยังได้ย้ำว่า ความรู้ด้านภาษาสามารถช่วยยกบทบาทและศักดิ์ศรีการเป็นคนไทยในต่างแดนได้จริง ๆ โดยช่วยทำให้จากคนที่ถูกมองว่าเป็นเพียงแรงงานย้ายถิ่น ก็กลายเป็นคนที่มีตัวตนและได้รับการยอมรับมากขึ้น เหตุนี้ทำให้เธออยากจะช่วยเหลือในจุดนี้ เพราะเธอเองก็มีประสบการณ์ตรงกับตัวเอง และได้เห็นประโยชน์จากทักษะนี้มาแล้วเช่นกัน โดยเธอมองว่า สำหัยคนไทยไกลบ้าน “ภาษาคืออาวุธชีวิตที่ดีที่สุด” นอกจากนั้น ครูเจยังได้เล่าเรื่องราวความประทับใจของที่มีต่อลูกศิษย์คนหนึ่งของเธอ คือนักเรียนคนหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “คุณนัท” ที่อายุ 57 ปี ซึ่งย้ายมาอยู่ฝรั่งเศส โดยช่วยสามีขายของสะสม แต่เมื่อนักเรียนของเธอคนนี้อยู่บ้านไปนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ จึงติดต่อมาขอเข้าคอร์สเรียนภาษา ทีนี้เมื่อเรียนไปเรื่อย ๆ ปรากฏนักเรียนของครูเจคนนี้ก็เกิดความฮึกเหิม จนตัดสินใจไปสมัครงานด้วยตัวเอง และก็ได้งานในแผนกเย็บผ้าแบรนด์หรูแบรนด์หนึ่งในที่สุด

ตอนรับปริญญาเอก

เป็นเคสที่ภูมิใจมาก เพราะคุณนัทนั้นจากคนที่กลัวแม้กระทั่งการออกจากบ้าน กลับยืนได้ด้วยตัวเอง แถมทำได้ดีเกิดความคาดหมาย ซึ่งจากเคสนี้ทำให้เรายิ่งมั่นใจมากขึ้นกับแนวทางที่เราตัดสินใจเปิดโรงเรียนนี้ขึ้นมา”

ครูเจยังกล่าวชื่ชม “นักเรียนตัวอย่าง” คนนี้ พร้อมถอดรหัสที่ทำให้นักเรียนคนนี้ทลายกำแพงอุปสรรคทางภาษาได้สำเร็จว่า นักเรียนคนนี้ของเธอเริ่มเรียนช้ากว่าคนอื่น แต่ก็สามารถตามมาทันได้ เพราะ “ขยัน มุ่งมั่น อดทน” อีกทั้งยังเป็น “คนมีทัศนคติเชิงบวก” โดยครูเจเล่าว่า นักเรียนชื่อคุณนัทรายนี้ จะบอกกับเพื่อน ๆ นักเรียนเสมอว่า การเรียนภาษานั้นสําคัญมาก โดยครูเจเผยความรู้สึกของตัวเองให้ฟังว่า สำหรับตัวเธอแล้ว บทบาทที่ทำนี้เธอเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน โดยทุกครั้งที่มาสอนภาษา เธอจะได้รับพลังบวกกับแรงบันดาลใจจากนักเรียนทุกคนกลับไปทุกครั้ง และที่สำคัญด้วยความที่นักเรียนแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย เธอจึงได้เหมือนกับได้ “อ่านนิยายจากชีวิตจริง” ของนักเรียนแต่ละคนของเธอไปด้วย

กับครอบครัวที่เมืองไทย

“ครูเจ-ดร.ธารฤทัย” กล่าวปิดท้ายกับ “ทีมวิถีชีวิต” ไว้ว่า ถึงพี่น้องคนไทยทั้งในประเทศยและต่างแดนที่กําลังดิ้นรนและวิ่งตามความฝันอยู่ อยากให้ทุกคนลองทุ่มเทหัวใจและพลังไปกับสิ่งนั้นจริง ๆ แล้วจะรู้จักตัวเองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้ตัวเราเองเห็นว่าคนเราสามารถทําอะไรได้มากมาย “อย่างตัวเราก็มาค้นพบศักยภาพหลังเจอปัญหาก่อนเช่นกัน แต่ด้วยความที่เราคิดบวก ก็เลยมองปัญหาเป็นโอกาส จึงอยากให้ทุกคนที่กำลังเจอปัญหาลองเปลี่ยนมุมคิดดู ซึ่งวันนี้ถามว่ามีความสุขไหม ก็ต้องตอบว่า มีความสุขมาก เมื่อได้เห็นลูกศิษย์ที่มาเรียน ซึ่งมีทั้งที่ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศในยุโรป เช่น เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก หลังมาเรียนกลับไปมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งหลาย ๆ คน…มีชีวิตใหม่…มีที่ยืนมากขึ้น”.

เตรียมเปิดห้องเรียนออนไลน์

ห้องเรียน = เซฟโซน-ห้องพักใจ’

นอกจากบทบาท “ครูภาษาฝรั่งเศส” แล้ว “ครูเจดร.ธารฤทัย” ยังค้นพบว่า “ห้องเรียนภาษาของเธอ” นั้น กลับเป็นเสมือน “ห้องพักใจ” หรือ “เซฟโซนของคนไทยไกลบ้าน” ด้วย เนื่องจากนักเรียนภาษาฝรั่งเศสของเธอส่วนใหญ่ต้องจากบ้านเกิดมาโดยที่หลาย ๆ คนยังไม่สามารถปรับตัวหลังจากย้ายถิ่นฐานมาอยู่ได้ ยิ่งประกอบกับการไม่รู้ภาษา ความไม่เข้าใจวัฒนธรรมคนฝรั่งเศสหรือยุโรป ทำให้หลายคนตกอยู่ท่ามกลางความเหงา ความอ้างว้าง ความเดียวดาย จนหัวใจรู้สึกว่าเหว่ ซึ่งมรสุมชีวิตลูกนี้ เธอเองก็เคยผ่านมาก่อน ทำให้นอกจากจะมอบความรู้ด้านภาษาแล้ว ห้องเรียนออนไลน์ของครูเจนจึงเป็นเสมือนพื้นที่พักใจให้กับนักเรียนหลายคนไปพร้อมกันด้วย “หลายคนก็ได้เพื่อนใหม่จากคลาสเรียนออนไลน์นี้ และหลาย ๆคนก็สามารถตั้งหลักชีวิตได้ จากกำลังใจที่เพือน ๆ ร่วมห้องเรียนที่ส่งให้กัน”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน