ทั้งนี้ ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มตระหนักใน “พิษภัยการถูกบูลลี่” เพิ่มขึ้น โดยมองว่า… การบูลลี่หรือ การกลั่นแกล้งรังแกกัน ไม่ใช่แค่การหยอกล้อขำ ๆ แต่คือ “บาดแผลทางจิตใจ” จนเกิดการเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมหันกลับมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคำถามน่าคิดว่า… นอกจากการทำให้เด็ก ๆ และเยาวชนทุกคนเข้าใจรู้จักการบูลลี่แล้ว หากเด็ก ๆ เหล่านั้นเผชิญหน้ากับการถูกรังแกรูปแบบนี้… เด็ก ๆ จะมีวิธีรับมือการถูกบูลลี่อย่างไร?

หรือจะเอาตัวรอดเช่นไรในสถานการณ์นี้

และควรเสริมทักษะใดให้เด็กได้นำไปใช้

ทั้งนี้ เกี่ยวกับปุจฉาข้างต้นนั้น ล่าสุดมีงานวิจัยของไทยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อดังระดับโลก “Social Sciences & Humanities Open” ฉบับปี 2026 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานของคณะนักวิชาการไทย ได้แก่ ทิพวรรณ โล่กิตติธรกุล ชาริน สุวรรณวงศ์ และ พิชชาดา ประสิทธิโชค จากสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งจุดประกาย “ทางออกใหม่” ในการแก้วิกฤตินี้ไว้น่าสนใจ แต่จะมีแนวทางอย่างไรต้องมาพลิกแฟ้มดู โดยงานวิจัยดังกล่าว คณะวิจัยชี้ว่า… การสอนความรู้เรื่องสุขภาพจิตแบบท่องจำในห้องเรียนแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเด็กและเยาวชนยุคใหม่อาจรับรู้ข้อมูล แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความรู้ให้เป็นทักษะการรับมือในชีวิตจริงได้เลย ทำให้ทีมนักวิจัยจึงได้เสนอแนวทางใหม่ ด้วยการนำความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตมาประยุกต์ใช้กับระบบการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อช่วยให้เด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงการถูกบูลลี่ “มีเกราะป้องกันที่แข็งแรง” เพียงพอจะรับมือ หรือเผชิญหน้าปัญหานี้…

คณะวิจัยได้อธิบายเกี่ยวกับ “พื้นที่การทดลอง” ที่จัดทำขึ้นในบทความที่ตีพิมพ์นี้ ว่า… ได้ทดลองนำโปรแกรมที่เรียกว่า… ความรอบรู้ด้านสุขภาพจิตแบบผสมผสาน (Blended Mental Health Literacy) มาปรับใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ โดยแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมผสมผสาน และกลุ่มควบคุมที่เรียนตามปกติ เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการพฤติกรรมการรับมือการบูลลี่ โดยผลการศึกษาเปรียบเทียบหลังจบโครงการพบผลลัพธ์ที่สร้างความหวัง เมื่อพบว่า… กลุ่มนักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมเรียนรู้แบบผสมผสานเกิดพฤติกรรมการรับมือกับการบูลลี่ได้สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างปกติ และมีคะแนนพัฒนาการเรียนรู้ (N-gain) อยู่ในระดับปานกลางที่ครอบคลุมทุกมิติการรับมือ ขณะที่กลุ่มนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบดั้งเดิม กลับมีระดับพัฒนาการทางพฤติกรรมด้านนี้ค่อนข้างต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยจากผลศึกษาที่พบนั้นทางคณะวิจัยได้มีการสรุปไว้น่าสนใจ

บริบทสังคมและวัฒนธรรมห้องเรียนของไทยปัจจุบัน มักจะทุ่มเทน้ำหนักไปที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและวิชาการ แต่มักมองข้ามการฝึกฝนทักษะทางสังคมและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ให้เด็ก ๆ ทำให้เมื่อเด็กต้องเผชิญปัญหาสภาพจิตใจ หรือถูกเพื่อนรังแกด้วยวาจา กายภาพ และการกีดกันทางสังคม เด็กส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเก็บซ่อนความเจ็บปวดไว้ เงียบเฉย หรือหลีกเลี่ยงปัญหาไปวัน ๆ” …เป็นผลวิเคราะห์หลังสังเคราะห์ผลศึกษาที่พบ ซึ่งสะท้อนว่า… วิธีที่เด็กที่เป็นเหยื่อบูลลี่ส่วนใหญ่มักจะใช้ คือการ “เก็บซ่อนปกปิดความเจ็บปวด” จากการถูกบูลลี่ไว้

ที่ชี้ให้เห็นการ “ขาดทักษะการรับมือปัญหา”

ที่เป็นปัญหามาจากระบบการเรียนการสอน

งานวิจัยดังกล่าวยังเผยให้เห็นอีกว่า… สาเหตุหลัก” ที่เด็กไม่ยอมเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อถูกบูลลี่นั้น เกิดจากความกลัวการถูกตัดสิน ทั้งจากสายตาของเพื่อนร่วมชั้น รวมถึง เกิดจากการขาดพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเด็ก ๆ ที่เป็นเหยื่อการกลั่นแกล้งรังแก นอกจากนั้นปัจจัยในเรื่องของระยะเวลาอบรมที่สั้นเกินไป ในการจัดกิจกรรมสอนเรื่องสุขภาพจิตที่มักใช้เวลาแค่เพียงสั้น ๆ และเน้นการบรรยายอย่างเดียว ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กวัยในสังคมยุคดิจิทัล…เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเหยื่อบูลลี่เพิ่มขึ้นที่งานวิจัยระบุไว้

อย่างไรก็ตาม เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว ทางคณะวิจัยนี้จึงได้มีการออกแบบโปรแกรมขึ้นมา โดยมีชื่อเรียกว่า… โปรแกรม Blended MHL ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 10 บทเรียน ที่ถูกแบ่งเป็น… การจัดกิจกรรมในห้องเรียน (Onsite) ควบคู่กับ การทำกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันยอดนิยมที่เข้าถึงวิถีชีวิตประจำวันของเด็กวัยรุ่นไทยได้ง่ายที่สุด โดยในส่วนของ “กิจกรรม Onsite” หรือในห้องเรียนจะมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ การละลายพฤติกรรม ผ่านเกมการ์ดจับคู่ การทำสมุดบันทึกอารมณ์ และการวิเคราะห์กรณีศึกษาการบูลลี่ ขณะที่ “กิจกรรม Online” หรือโลกออนไลน์ ที่ถูกใช้เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับเด็กเพื่อประเมินสภาวะอารมณ์ตนเอง หรือการชมคลิปวิดีโอสั้นเพื่อทำความเข้าใจโรคจิตเวช และระบายความเครียดผ่านบอร์ดนิรนาม โดยหลังการทดลองพบความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของกลุ่มเป้าหมาย

ที่พบระดับความสามารถในการรับมือการบูลลี่

เมื่อกลุ่มตัวอย่างเกิดทักษะรับมือปัญหาเพิ่มขึ้น

คณะวิจัยยังได้ย้ำไว้ในบทความนี้ว่า…แม้งานวิจัยจะมีข้อจำกัดในแง่ขนาดกลุ่มตัวอย่างและกระบวนการศึกษา ซึ่งอาจไม่สามารถเป็นตัวแทนเด็กทั้งประเทศได้ แต่ผลศึกษานี้ก็เป็นหลักฐานว่า… นวัตกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มทักษะรับมือการบูลลี่ให้เด็ก ๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ ที่สามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้กับบริบทการศึกษาที่หลากหลายได้ อาทิ “ผู้บริหารโรงเรียนครูผู้สอน” ที่จะช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นว่า… การจัดกิจกรรมสุขภาพจิตในโรงเรียนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ซับซ้อนหรือลงทุนสูง เพียงแค่รู้จักดึงเครื่องมือดิจิทัลใกล้ตัว มาผสมผสานกับกระบวนการในห้องเรียน ก็สามารถสร้างพื้นที่เรียนรู้ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมให้เกิดขึ้นกับเด็กได้จริง…

ขณะที่ “พ่อแม่ผู้ปกครอง” การเปิดใจรับฟังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันการบูลลี่ให้เด็ก เพราะบ่อยครั้งที่พ่อแม่มักตัดสินพฤติกรรมลูกเมื่อถูกรังแก ด้วยการบอกให้อดทนหรือเฉยไว้ ซึ่งการกู้คืนความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กจะต้องเริ่มจากการยอมรับอารมณ์ความรู้สึกก่อน จากนั้นจึงช่วยเสริมทักษะการแก้ปัญหาให้เด็ก โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีพื้นที่สะท้อนความรู้สึก …และนี่เป็นข้อเสนอแนะเพื่อ “สร้างเกราะป้องกันการบูลลี่” ซึ่งทีมวิจัยจาก มศว ยังได้มีการย้ำว่า… การแก้ปัญหาบูลลี่ในสถานศึกษาไม่อาจพึ่งแค่กฎระเบียบหรือการลงโทษอย่างเดียว เพราะการลงโทษมักเกิดขึ้นหลังเกิดความเสียหายทางจิตใจแล้ว ดังนั้น หัวใจการป้องกันที่ยั่งยืน คือ “การสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตวิทยา”

ด้วยการทำให้เด็ก ๆ และเยาวชนไทยทุกคน

มีทักษะการรับมือและเผชิญหน้ากับการบูลลี่

โดยที่ “โรงเรียนครอบครัว” ต้องโอบอุ้มด้วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์