จากกรณีสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ จ.น่าน โดยเฉพาะ อ.ปัว เมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่ 19 ส.ค. 2569 ซึ่งมีรายงานปริมาณฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมงสูงถึง 339.6 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน ถนนได้รับความเสียหาย สะพานขาด และโรงเรียนบางแห่งต้องปิดการเรียนการสอนอย่างกะทันหัน ขณะที่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับปัญหาป่าไม้และภูเขาหัวโล้นของ จ.น่าน โดยมีบางส่วนแสดงความคิดเห็นในลักษณะว่า “ปล่อยให้น่านจมน้ำไปเถอะ” รวมถึงตำหนิคนในพื้นที่ว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่าจนเกิดปัญหาภูเขาหัวโล้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ระบุว่าเป็นคนน่านที่เกิดและเติบโตในพื้นที่ ได้โพสต์ข้อความยาวสะท้อนมุมมองต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยเริ่มจากการเล่าความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับเดือน ส.ค. ซึ่งในอดีตมีอากาศเย็น ลมแรง และสามารถออกไปเล่นว่าวได้ ขณะที่แม่น้ำน่านในพื้นที่ต้นน้ำยังเป็นลำน้ำสายเล็ก ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ไหลรวมจากตาน้ำ ลำห้วย และภูเขา
เจ้าของโพสต์ระบุว่า เมื่อเติบโตขึ้นกลับพบว่าภูมิประเทศและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากเดือน ส.ค. ที่เคยเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำ กลายเป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วม พร้อมระบุว่า “หมดแล้ว สิงหาคมอันโรแมนติกของชั้น”
จากนั้นได้กล่าวถึงเหตุการณ์ฝนตกหนักใน อ.ปัว เมื่อวันที่ 19 ส.ค. พร้อมตั้งคำถามต่อกระแสความเห็นในโลกออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปยังชาวน่าน โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “คนน่านตัดป่ามีจริง” และภูเขาหัวโล้นไม่ได้เกิดจากภาพที่สร้างด้วย AI
แต่เจ้าของโพสต์มองว่า การกล่าวโทษเฉพาะชาวบ้านที่อยู่ปลายทางของห่วงโซ่ เป็นการมองปัญหาเพียงด้านเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งประวัติศาสตร์สัมปทานป่าไม้ นโยบายรัฐ ปัญหาสิทธิในที่ดิน ตลอดจนการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจและเกษตรเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดที่เชื่อมโยงกับระบบตลาด อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และปศุสัตว์
เจ้าของโพสต์ตั้งคำถามว่า หากมองเห็นเพียง “คนถือจอบ คนถือมีด หรือคนแบกถังยาฆ่าหญ้า” แล้วสรุปว่าเป็นต้นเหตุทั้งหมด จะสามารถอธิบายปัญหาได้ครบถ้วนหรือไม่ เพราะยังต้องพิจารณาต่อว่า ใครเป็นผู้กำหนดนโยบาย ใครออกแบบตลาด ใครรับซื้อผลผลิต และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่ดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างคนเมืองกับคนบนพื้นที่สูง โดยชี้ว่าคนเมืองจำนวนมากมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา โรงพยาบาล การเดินทาง อินเทอร์เน็ต และข้อมูลข่าวสารมากกว่า ขณะที่คนบนพื้นที่สูงในอดีตจำนวนหนึ่งต้องเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง และบริการสาธารณสุข
เมื่อทางเลือกในชีวิตมีจำกัด การเลือกปลูกพืชที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว จึงอาจกลายเป็นทางออกเพื่อให้ครอบครัวมีรายได้และสามารถชำระหนี้หรือส่งลูกเรียน แม้จะมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติตามมาก็ตาม
เจ้าของโพสต์จึงตั้งคำถามกลับไปยังคนเมืองว่า หากต้องการให้คนบนภูเขาหยุดทำเกษตรที่ส่งผลกระทบต่อป่า สังคมมีทางเลือกอื่นให้พวกเขาหรือไม่ และพร้อมที่จะจ่ายหรือไม่
โดยยกตัวอย่างว่า ผู้บริโภคพร้อมหรือไม่ที่จะจ่ายค่าอาหารเพิ่มขึ้น หากเงินส่วนต่างดังกล่าวช่วยให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพที่รักษาต้นน้ำได้ พร้อมสนับสนุนสินค้าชุมชนหรือสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป
เจ้าของโพสต์ยังตั้งข้อสังเกตว่า คนในเมืองจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้เกษตรกร “อย่าตัดป่า” แต่ในขณะเดียวกันกลับต้องการอาหารราคาถูก เนื้อราคาถูก วัตถุดิบราคาถูก และสินค้าในราคาที่เข้าถึงง่าย จึงเกิดคำถามว่า หากต้องการให้คนต้นน้ำรักษาป่า แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนของการรักษาป่าเหล่านั้น
พร้อมเสนอว่า หากป่าต้นน้ำสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนจำนวนมาก ทั้งระบบแม่น้ำ ลุ่มน้ำ และระบบนิเวศของประเทศ ต้นทุนในการดูแลทรัพยากรดังกล่าวไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระของคนต้นน้ำเพียงฝ่ายเดียว
ขณะเดียวกัน เจ้าของโพสต์ยืนยันว่า คนในพื้นที่ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย แต่มีความพยายามแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการฟื้นฟูป่า การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตร และการหาพืชมูลค่าสูงที่สามารถสร้างรายได้โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับการตัดต้นไม้
หนึ่งในตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ ดอยมณีพฤกษ์ ซึ่งชาวบ้านบางส่วนหันมาปลูกกาแฟคุณภาพสูงในระบบที่อาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่ รวมถึงปลูกพืชอื่น ๆ เช่น บ๊วย ท้อ ขิง ข่า และพืชท้องถิ่น เพื่อสร้างรายได้ระหว่างรอผลผลิตกาแฟ
เจ้าของโพสต์มองว่า แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หากสามารถทำให้ “ป่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้ คนในพื้นที่ก็อาจไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ป่า” กับ “ปากท้อง” เสมอไป เพราะเมื่อการมีต้นไม้สามารถสร้างรายได้ การรักษาป่าก็จะกลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ
ส่วนการปลูกป่านั้น เจ้าของโพสต์ย้ำว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเวลาอันสั้น เพราะต้นไม้ต้องใช้เวลาเติบโต ระบบรากต้องฟื้นฟูดิน อินทรียวัตถุต้องกลับคืนมา และระบบนิเวศต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีในการฟื้นตัว
ขณะที่ฝนตกหนักและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้รอให้ป่าฟื้นสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน
เจ้าของโพสต์ยังเรียกร้องให้รัฐ ธุรกิจ และผู้บริโภคร่วมรับผิดชอบ โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาควรทำให้คนที่รักษาป่าสามารถมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ขณะเดียวกันภาคธุรกิจควรมีความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน และชุมชนควรมีสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรของตนเองมากขึ้น
พร้อมย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าคนในพื้นที่ไม่มีความผิด เพราะคนตัดป่าโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวก็มี แต่ไม่ควรนำความผิดของบางคนไปเหมารวมคนทั้งจังหวัด
โดยระบุข้อความสำคัญว่า
“อย่าเอาภาพภูเขาหัวโล้นหนึ่งภาพ มาอธิบายประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษ และอย่าใช้ความจนเป็นหลักฐานว่าคนโง่หรือคนเลว”
พร้อมอธิบายว่า การเข้าใจต้นตอของปัญหาไม่ได้หมายความว่าเป็นการแก้ตัวให้ใคร แต่เป็นการพยายามมองปัญหาให้ถูกจุด เพราะความรับผิดชอบมีหลายระดับ และผู้ที่มีอำนาจหรือได้รับประโยชน์จากระบบมากกว่า ก็ควรมีส่วนรับผิดชอบมากกว่า
ท้ายโพสต์ เจ้าของเรื่องยังระบุถึงการทำงานของตนเองว่า ได้ทำเกษตรอินทรีย์ร่วมกับชาวบ้าน ช่วยปลดหนี้ ธ.ก.ส. และไถ่ถอนโฉนดให้ชาวบ้านหลายฉบับ รวมถึงสนับสนุนเด็กในหมู่บ้านให้เรียนจนจบปริญญาตรีและกลับมาพัฒนาหมู่บ้าน
ก่อนทิ้งท้ายด้วยข้อความสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า
“ฉันก็เริ่มของฉันนานแล้วนะ อย่ามาเหมาเข่ง!!!”



