เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีกลุ่มนักสหภาพแรงงานรุ่นใหม่ออกแถลงการณ์ประณามการใช้อำนาจเหนือความรุนแรง และการคุกคามทางเพศในขบวนการแรงงาน เนื่องจากมีการเปิดเผยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับนักกิจกรรมการเมืองและแรงงานรุ่นเก่า มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ แถลงการณ์ไม่ได้มองปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงพฤติกรรมระดับบุคคล แต่ตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจ ระบบอาวุโสแบบรวมศูนย์ และวัฒนธรรมภายในขบวนการที่อาจทำให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรม

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นักนโยบายสาธารณะและที่ปรึกษามูลนิธิ วิน วิน อดีต สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ภายในองค์กรหรือขบวนการสามารถนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ได้หลายมิติ และผลประโยชน์ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินเท่านั้น แต่อาจรวมถึงมิตรภาพ ความผูกพัน ความภักดี ชื่อเสียงขององค์กร ตลอดจนความสัมพันธ์ที่อาจทำให้การประเมินสถานการณ์บิดเบี้ยวไป โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่มีหน้าที่รับเรื่องหรือตรวจสอบมีความสัมพันธ์กับผู้ถูกร้องเรียน

เมื่อความสัมพันธ์เข้ามามีผลต่อกระบวนการ การรักษาความสัมพันธ์หรือชื่อเสียงขององค์กรอาจค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่า และคนที่ออกมาพูดกลับถูกตั้งคำถามว่า ทำไมต้องพูด ทำไมต้องทำให้ขบวนการเสียหาย ทั้งที่จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขากำลังเรียกร้องก็คือความเป็นธรรม เรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการใช้อำนาจเหนือจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านจริยธรรม แต่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพขององค์กร เพราะหากความสัมพันธ์มีอิทธิพลต่อการรับฟัง การตรวจสอบ หรือการตัดสินใจ ย่อมทำให้กระบวนการภายในสูญเสียประสิทธิภาพ และในระยะยาวอาจทำให้องค์กรหรือขบวนการเสื่อมถอยจนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการได้

“อุดมการณ์ที่ก้าวหน้า หรือการแบ่งว่าใครเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจหายไปโดยอัตโนมัติ คำถามไม่ใช่แค่ว่า ‘เราเป็นขบวนการที่ก้าวหน้าหรือเปล่า’ แต่ต้องถามด้วยว่า เราเข้าใจ ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ มากพอที่จะมองเห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกิดขึ้นในขบวนการของตัวเองหรือยัง”