เกี่ยวกับคำถามที่ท้าทายนี้ ไม่ได้เป็นปุจฉาสำคัญของประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายใหญ่ที่หลาย ๆ ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ในการ “ออกแบบเมืองรองรับผู้สูงวัยอายุยืน” ที่มีชีวิตยืนยาวขึ้น ซึ่งไทยเองก็ต้องมีแผนรับมือเช่นกัน หลังจากจำนวนประชากรสูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ มีคุณภาพชีวิตพร้อมกับอายุที่ยืนยาว
ทั้งนี้ เมื่อกล่าวถึง “การมีอายุยืน” กรณีนี้หลายคนมักจะนึกถึงเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย หรือพันธุกรรม แต่แท้จริงนั้น ปัจจัยที่กำหนดความยืนยาวของชีวิต กลับไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ “เมืองที่ผู้สูงวัยอาศัยอยู่” ที่เป็นปัจจัยสำคัญ โดยแนวคิดสำคัญเรื่องนี้ ได้แก่ “แนวคิด Blue Zone” ซึ่งถูกทำให้เป็นที่รู้จักโดย แดน เบตต์เนอร์ (Dan Buettner) นักเขียนและนักวิจัยด้านอายุยืน ที่เป็นผู้ศึกษาพื้นที่ที่มีประชากรอายุยืนที่สุดในโลก จนพบว่า… แม้แต่ละแห่งจะมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน แต่กลับ “มีปัจจัยร่วมกัน” ที่เอื้อต่อการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพที่ดีของผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีอายุยืนยาวในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งมี “5 พื้นที่ต้นแบบ” ที่ได้รับการยอมรับให้เป็น “Blue Zone” ได้แก่ เกาะอิคาเรีย ประเทศกรีซ, เกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี, เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น, คาบสมุทรนิโคยา ประเทศคอสตาริกา, เมืองโลมาลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยล่าสุดนี้มี “สิงคโปร์” เพื่อนบ้านอาเซียนของประเทศไทยนั้น…
ถูกยกย่องเป็นBlue Zones แห่งใหม่ล่าสุด

รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน
เกี่ยวกับ “พื้นที่ Blue Zone” ภายใต้แนวคิดดังกล่าว ซึ่งล่าสุด “สิงคโปร์ได้รับการยอมรับเป็นบลูโซนแห่งใหม่ของโลก” โดยกรณีนี้มีบทวิเคราะห์ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้เป็นมุมมองของ รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานทั่วไป สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยแพร่เรื่องนี้ไว้ใน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม ในชื่อบทความว่า… “สิงคโปร์: Blue Zone 2.0 เมืองอายุยืนที่ออกแบบได้” ซึ่งจะน่าสนใจแค่ไหนต้องมาดูกัน
ในบทวิเคราะห์นี้ ทาง รศ.ดร.ศุทธิดา อธิบายว่า… แนวคิด Blue Zones นี้ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งผ่านสารคดีของแดน เบตต์เนอร์ ซึ่งพาเดินทางไปยังพื้นที่ที่ผู้คนมีอายุยืนและสุขภาพดีทั่วโลกทั้ง 5 พื้นที่สำคัญ พร้อมกับได้มีการนำเสนอ “กรณีศึกษาของสิงคโปร์” ในฐานะ Blue Zone 2.0 หรือ พื้นที่อายุยืนที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติดั้งเดิม แต่เป็น “เมืองที่ถูกออกแบบให้รองรับสังคมอายุยืน” ผ่านนโยบายรัฐ การวางผังเมือง และระบบสุขภาพ ที่ตั้งใจสร้างสภาพแวดล้อมไว้ให้ประชาชนมีสุขภาพดีโดยอัตโนมัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพว่า… สำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 หากประเทศหนึ่งไม่ได้มีประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรม Blue Zones ดั้งเดิมจะสามารถสร้างสังคมอายุยืนขึ้นมาได้หรือไม่? ซึ่ง “สิงคโปร์” กลายเป็นประเทศที่ทำได้สำเร็จ
ส่วนทำได้เช่นไรกรณีนี้ต้องลองมาพิจารณา
ทาง รศ.ดร.ศุทธิดา ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า… หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ “สิงคโปร์ออกแบบเมืองได้สำเร็จ” จนกลายเป็น “Blue Zone 2.0” ได้นั้น คือ การออกแบบเมืองให้ต้องเดิน หรือ ออกแบบเมืองที่กระตุ้นการเคลื่อนไหวทางกายโดยอัตโนมัติ ซึ่งสะท้อนจากการที่ สิงคโปร์ลงทุนมากมายกับระบบทางเดินเท้า ทางจักรยาน พื้นที่สีเขียว และระบบขนส่งสาธารณะ ที่เข้าถึงง่าย ทำให้ประชาชนจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตประจำวันในแบบที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัว โดยเฉพาะ “โครงการที่อยู่อาศัยสาธารณะ” หรือ HDB (Housing and Development Board) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ ที่ได้รับการออกแบบให้มีสวนสาธารณะ สนามออกกำลังกาย ทางเดินเชื่อมต่อ ร้านค้า ตลาด และบริการสุขภาพอยู่ใกล้กัน ภายใต้แนวคิดสำคัญคือ ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่รู้สึกเป็นภาระ เช่น การเดินพบปะผู้คน หรือออกกำลังกายได้

นอกจากนั้นบทความยังชี้ให้เห็นถึง “จุดเด่นสำคัญของสิงคโปร์” คือไม่ได้มุ่งเน้นให้ประชาชนออกกำลังกายหนัก แต่ พยายามทำให้การเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่น การเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เดินไปซื้ออาหาร หรือใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน ส่วนอีกจุดเด่นสำคัญคือ ระบบป้องกันก่อนป่วย โดยระบบสุขภาพของสิงคโปร์มีการสนับสนุนการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน (preventive screening) ในราคาที่เข้าถึงได้ รวมถึงมีโครงการสุขภาพชุมชน ที่ช่วยค้นหาความเสี่ยงโรคเรื้อรังตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งแนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก “healthcare” ไปสู่ “health promotion” หรือ การสร้างสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ที่เป็นภาระสำคัญของระบบสุขภาพ และนี่ก็รวมไปถึง การที่ สิงคโปร์ผลักดันแนวคิด “active ageing” หรือ การสูงวัยอย่างมีพลัง ผ่านกิจกรรมชุมชน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และพื้นที่สาธารณะ ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม เพราะการมีปฏิสัมพันธ์สังคมอย่างต่อเนื่องเป็นอีกปัจจัยของการมีอายุยืน
ขณะที่อีกปัจจัยทำให้ “สิงคโปร์ออกแบบเมืองเป็นบลูโซน” ได้นั้น รศ.ดร.ศุทธิดา ระบุว่า… คือเรื่อง “นโยบายอาหาร” เมื่อรัฐได้กำหนด “สภาพแวดล้อมทางโภชนาการ” ให้ประชาชนอย่างจริงจัง เช่น ใช้สัญลักษณ์ Healthier Choice บนผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อช่วยให้ประชาชนตัดสินใจเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ง่ายขึ้น รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ข้าวกล้อง ในศูนย์อาหารชุมชนท้องถิ่น และที่น่าสนใจคือ นโยบายเหล่านี้ไม่ได้ใช้การบังคับโดยตรง แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในนโยบายสาธารณะยุคใหม่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สิงคโปร์ไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนมีวินัยสูงตลอดเวลา แต่รัฐทำให้ “คนสิงคโปร์มีตัวเลือกที่ดี” ที่เข้าถึงง่าย ราคาเหมาะสม และพบได้ในชีวิตประจำวัน …และนี่เป็น
“กรณีศึกษาสิงคโปร์” ประเทศในอาเซียน
ที่ออกแบบเมืองจนกลายเป็นพื้นที่บลูโซน
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ศุทธิดา ชี้ให้เห็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มักจะถูกมองข้าม คือเรื่อง “ความปลอดภัยของเมือง” และ “คุณภาพสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการออกแบบเมืองให้เป็นบลูโซน ถึงแม้จะไม่ได้มีวัฒนธรรมดั้งเดิมเหมือนกับอีกหลาย ๆ แห่ง โดยสิงคโปร์มีอัตราอาชญากรรมต่ำ มีระบบขนส่งมีประสิทธิภาพ และมีมาตรฐานด้านความสะอาดสูง ประชาชนจึงสามารถเดินออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตนอกบ้านได้อย่างมั่นใจแม้ในช่วงกลางคืน ซึ่งจากปัจจัยนี้ สำหรับผู้สูงอายุแล้วเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะ ความรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะมีผลต่อกิจกรรมทางกาย สุขภาพจิต และการมีส่วนร่วมทางสังคม ดังนั้น เมืองที่ปลอดภัยจึงไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว แต่ยังเชื่อมโยงกับ “สุขภาวะระยะยาวของประชากร” อีกด้วย และด้วยเหตุนี้ อายุยืนจึงไม่ใช่เรื่องของความรับผิดชอบส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่ขึ้นกับโครงสร้างทางสังคม นโยบายรัฐ และสภาพแวดล้อมที่รายล้อมผู้คนในชีวิตประจำวัน ที่ “รัฐสามารถช่วยออกแบบระบบ” ได้
ที่ถึงแม้จะไม่มีวัฒนธรรมบลูโซนแบบดั้งเดิม
โดยที่ “บทเรียนความสำเร็จของสิงคโปร์” นั้น
ประเทศไทยน่าถอดรหัสใช้เป็นกรณีศึกษาได้
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



