ทั้งนี้ ว่าด้วย “เศรษฐกิจกลางคืน” หรือศัพท์เศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า.. “Night-Time Economy” คือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากโฟกัสไปที่ “สถานบันเทิง” ของประเทศไทย กรณีนี้ก็ต้องยอมรับว่า… กลับแฝงด้วยความเสี่ยงและโศกนาฏกรรมซ้ำ ๆ ที่เกิดจาก “มาตรฐานความปลอดภัย” จึงเป็นคำถามว่า… จะทำอย่างไร?

ให้ธุรกิจกลางคืนเติบโตคู่กับความปลอดภัย

เพื่อทำให้เมืองมีชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงได้

เพื่อบูมเศรษฐกิจกลางคืนฟื้นเศรษฐกิจไทย

โดยไม่ต้องแลกความเสี่ยง และปัญหาต่าง ๆ

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์

ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องของ “มาตรฐานและความปลอดภัย” ของ “ธุรกิจกลางคืน” เป็นประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงในเวทีเสวนาออนไลน์The Content AI Live by TU-RAC” ในชื่อหัวข้อ Public Safety คือหน้าที่หลักของรัฐ พอ ๆ กับการปกป้องชายแดน” โดยมีผู้บรรยายคือ รศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ได้เปิดมุมมองใหม่ในการจัดการเมืองยามค่ำคืนไว้ว่า… ความปลอดภัยสาธารณะ หรือ Public Safety คือ หน้าที่หลักของรัฐบาลซึ่งสำคัญพอ ๆ กับการปกป้องชายแดน พร้อมกับชี้ “จุดอ่อนที่น่ากังวลที่สุด” ของประเทศไทยในปัจจุบันคือ ระบบตรวจสอบของเมืองที่ยังมีช่องโหว่ ที่ประชาชนไม่ควรต้องมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือภัยที่ป้องกันได้ เพียงเพราะกฎหมายผังเมืองตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลง…

หัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การสั่งปิดหรือห้าม แต่คือการบริหารจัดการให้ถูกที่ ถูกประเภทอาคาร ถูกขนาด และถูกเงื่อนไข” …รศ.ดร.วิจิตรบุษบา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มธ. สะท้อนเรื่องนี้

พร้อมกล่าวอีกว่า… คำถามจึงอยู่ที่ว่า… นโยบายการจัดโซนนิ่งของไทย” ขณะนี้ สอดรับกับธุรกิจกลางคืนแล้วหรือยัง? ซึ่งคำตอบคือยังไม่สอดรับอย่างเพียงพอ เนื่องจากสถานบริการจำนวนมากเปิดอยู่นอกเขตโซนนิ่งสถานบริการ ซึ่งถือเป็น “ช่องโหว่ร้ายแรง” ที่มักก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในเมืองไทยซ้ำซาก โดยเหตุต่าง ๆ มักเกิดขึ้นระหว่าง อยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร ดังเช่นกรณีศึกษาโรงเบียร์ หรือสถานบันเทิงหลาย ๆ แห่งที่ยื่นขออนุญาตจัดตั้งเป็นร้านอาหารธรรมดา ซึ่งได้รับอนุญาตตามผังเมือง แต่ในเวลาต่อมากลับมีการดัดแปลงการใช้งานอาคารไปเป็นสถานบันเทิงยามค่ำคืนแบบเต็มรูปแบบ …เหล่านี้คือสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา ระบุอีกว่า… เมื่อประเภทกิจกรรมเปลี่ยน แต่ “ระบบความปลอดภัยไม่เปลี่ยนตาม” เช่น ทางหนีไฟ หรือการควบคุมเสียงไม่ได้ถูกยกระดับให้เข้มข้นตามประเภทของกิจการที่จดทะเบียนจริง กรณีนี้จึงกลายเป็น “ความเสี่ยงที่แฝงตัว” อยู่ในย่านพาณิชยกรรมทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีปัญหาเกิดจาก ระบบตรวจสอบต่อเนื่องที่ยังขาดประสิทธิภาพ จนทำให้ธุรกิจกลางคืนกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่สร้างความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่สำคัญการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ที่พึ่งพาเพียงการตระเวนตรวจของเจ้าหน้าที่ หรือการดูเพียงสีผังเมืองแบบกว้าง ๆ ที่เคยใช้ ไม่สามารถตอบโจทย์เมืองที่มีความซับซ้อนได้ อีกต่อไป

เมืองยุคใหม่ต้องใช้นวัตกรรมการผังเมืองที่ลึกซึ้ง เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของกิจกรรมกลางวันและกลางคืนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว” …เป็นข้อเสนอจากมุมมองของ รศ.ดร.วิจิตรบุษบา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังยก “แนวทางของต่างประเทศ” ที่นำมาใช้จนประสบความสำเร็จว่า… คือโมเดล “Place-based Planning” และ Performance-based Regulation” ซึ่งเป็น การบริหารจัดการเมืองที่ไม่ได้มองแค่โซนนิ่ง แต่มองลึกถึงกิจกรรมและผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละย่าน เนื่องจากพื้นที่เดียวกัน กลางวันอาจเป็นย่านธุรกิจหรือย่านที่สงบ แต่กลางคืนอาจเปลี่ยนเป็นพื้นที่แสดงคอนเสิร์ตที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อกิจกรรมเปลี่ยน ระดับความเสี่ยงก็ต้องเปลี่ยนตาม ซึ่งระบบ Performance-based Regulation จะเข้ามาคุมที่ผลการดำเนินงานจริง แม้กิจการอยู่ในพื้นที่อนุญาต ก็ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานผลการดำเนินงาน เช่น กำหนดมาตรฐานการกันเสียง กันแรงสั่นสะเทือน จำนวนผู้ใช้บริการสูงสุด เวลาเปิด-ปิด ทางออกหนีไฟ ตลอดจนแผนการเดินทางกลับบ้านยามค่ำคืนของผู้ใช้บริการ โดยทุก ๆ ใบอนุญาตประกอบการจะต้องถูกบันทึกและเชื่อมโยงข้อมูลถึงกันอย่างเป็นระบบ …นี่เป็น “โมเดลของต่างประเทศ”

ที่ถูกนำมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลางคืน

รศ.ดร.วิจิตรบุษบา ได้นำกรณีศึกษาจากประเทศอังกฤษ และประเทศสิงคโปร์มาแชร์เป็นกรณีศึกษาเพิ่มเติมว่า… ทั้งสองประเทศดังกล่าวมีการจัดการธุรกิจกลางคืน หรือ Night Time Economy ภายใต้แนวคิดเป็นทั้งกลไกเศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยสำหรับ “โมเดลของอังกฤษ” นั้น จะมีการแยกใบอนุญาตผังเมืองออกจากใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ประกอบการต้องได้รับความยินยอมครบทั้งสองส่วน และใบอนุญาตประกอบกิจการจะไม่สามารถใช้ทดแทนใบอนุญาตอาคารได้ และหากเงื่อนไขต่างกัน กฎหมายที่ใช้ก็จะบังคับให้ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เข้มงวดที่สุด

ขณะที่ “โมเดลของสิงคโปร์” ถือเป็นรูปแบบที่มีความก้าวหน้าในเชิงการควบคุมย่านอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่อง การจัดการพื้นที่แบบมิกซ์ยูส (Mixed-Use) โดยจุดน่าสนใจของสิงคโปร์คือ หากร้านค้าใดต้องการเปลี่ยนประเภทการใช้สถานที่ประกอบธุรกิจ ไม่ได้ถือเป็นเรื่องภายในของเจ้าของอาคารทั้งหมด เพราะหากการใช้ใหม่ไม่เข้าเงื่อนไขใบอนุญาต ผู้ประกอบการก็จะต้องยื่นขอเปลี่ยนใบอนุญาตต่อหน่วยงานผังเมืองใหม่ทุกครั้ง นอกจากนี้ยัง มีการกำหนดพื้นที่ไม่อนุญาตให้เปิดสถานบันเทิงใหม่ หรือ Negative Zone อย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องวิถีชีวิตของชุมชน เช่น เขตอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ เป็นต้น

สำหรับบทเรียนของประเทศไทย และการผังเมืองกรุงเทพฯ รวมถึงเมืองใหญ่ทั่วประเทศนั้น ส่วนตัวมองว่าจำเป็นต้องก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ที่จะมองแค่สีผังเมืองกว้าง ๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจยามค่ำคืนนั้นมีความเป็นพลวัต หรือมีความไดนามิคสูง และเปลี่ยนแปลงไวกว่าตัวอาคารมาก ดังนั้นรัฐต้องนำข้อมูลการร้องเรียนจริงและผลกระทบจริงซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่มาใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้อยู่อาศัยที่ต้องการความสงบ กับผู้ประกอบการที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” …เป็นมุมมองและข้อเสนอของ รศ.ดร.วิจิตรบุษบา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มธ.

ทั้งนี้ อาจารย์ธรรมศาสตร์ ยังเสนอแนะว่า… ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนา Night-Time Economy หรือ “เศรษฐกิจกลางคืนประเทศไทย” ให้ยั่งยืนนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเปิดเสรีสถานบันเทิงโดยไร้การควบคุม แต่คือ การสร้างกลไกการบริหารจัดการเมืองที่เข้าถึงพฤติกรรมจริงของย่าน ไปพร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสาธารณะ ที่มีเรื่องของการเชื่อมโยงตำแหน่ง อาคาร กิจกรรม และประชาชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้… ไทยเป็นเมืองที่เศรษฐกิจกลางคืนเติบโต

ช่วยสร้างโอกาสและมูลค่าทางเศรษฐกิจ

โดยที่ “ไม่ทิ้งมาตรฐานความปลอดภัย”

ไม่ใช่เมืองโต แต่ประชาชนต้องเสี่ยงตาย.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์