คนที่ลงพื้นที่ตรวจซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชี้ถึงปัญหาน้ำท่วม ฝนตกทีลานจอดรถเละ น้ำซึมฝ้าเพดาน ..เห็นมีผู้เรียกร้องให้เอกชนที่รับเหมาก่อสร้างคือ บ.ซิโน-ไทย ของตระกูลนายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล ซ่อมให้แล้วเสร็จ ให้งานมันดีๆ ก่อนหมดอายุประกัน 15 ก.ค. แต่ก็ไม่รู้จะนำพาให้แก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน เรื่องนี้มันใช้โจมตีทางการเมืองกัน เดี๋ยวก็มีคนแฉ

ประธานรัฐสภาคนปัจจุบัน “ประธานตุ๋ง”โสภณ ซารัมย์ ดูจะชื่นชอบการได้ดำรงตำแหน่งนี้ เห็นมีโครงการหลายอย่างจะปรับปรุงนั่นปรับปรุงนี่ อยากให้อาคารสัปปายะสภาสถานนี่เป็นศูนย์กลางของอะไรต่างๆ ประชาชนเข้ามาใช้พื้นที่เยอะๆ ซึ่งให้นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่า จะไปปรับปรุงสภาให้มันคึกคักนี่จำเป็นมากน้อยแค่ไหน  คนเยอะ..เดี๋ยวก็มีเรื่องย้อนแย้งกันอีกว่า “มีปัญหาต่อการรักษาความปลอดภัยสมาชิกรัฐสภาและแขก ผู้มาชี้แจง”  แล้วที่อยากปรับปรุงนี่ สส.อยากได้ ประธานสภาอยากได้ หรือประชาชนอยากได้ ??  ถ้าจัดพื้นที่ให้เข้ามาขายของ ใครจะซื้อ ??

พอพูดถึงความพยายามจะทำโน่นทำนี่กับอาคารรัฐสภา ก็นึกไปถึงว่า ช่วงเวลาพิจารณางบประมาณนี่ งานสภาโดนแหกเอาทุกที สส.ที่ขอ ( ใน กมธ.กิจการสภา ซึ่งของบร่วมกับสำนักเลขาธิการสภา  ) มักจะมีเหตุผลว่า ต้องปรับปรุงนั่นนี่“เพื่อเกียรติของรัฐสภา” ย้อนเล่าว่า ในการของบประมาณปี 69 กมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ( คือ กมธ.ที่ประชุมปี 68 ) ตัดไป 880 ล้านบาท  สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกปรับลดงบประมาณไปมากที่สุด  นั่นขนาดยังไม่มีวิกฤตเรื่องน้ำมันแพงจนนายกฯ สั่งรัดเข็มขัดแน่นเข้า ซึ่งย้อนไปดู ไอ้ที่ กมธ.ตัดทิ้ง อาทิ  โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว จำนวน 123 ล้านบาท โครงการปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 118 ล้านบาท

ปรับลดโครงการห้องบรรยายใหญ่และระบบภาพยนตร์ 4D  ( ตอนไฝว้จะเอา อยากเอาไว้ฉายหนังโชว์เวลามีผู้มาดูงาน ซึ่งก็ไม่รู้หนังอะไร จะให้สภาควักเงินสร้างหนังอีกเหรอ  ) กมธ. ปรับลดงบประมาณได้ 70%  โดยเป็นการตัดระบบ 4D ออก ทำให้ประหยัดงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชนไปได้ 126 ล้านบาท โครงการจัดซื้อจอ LED ทั้งในและนอกอาคารรัฐสภา กมธ.ปรับลดงบประมาณไปได้ 80%

ในการอภิปรายงบปี 69 “สส.ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย เห็นว่ายังมีงบประมาณอีกหลายด้านที่สามารถปรับลดลงได้  เช่น งบประมาณในการเดินทางไปต่างประเทศ  ส่วน “สส.ต้า”ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคส้ม ขอตัดค่าปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงโซนซี ที่ถูกปรับลด 21 ล้านบาท  เพราะพบว่างานพื้น จะรื้อทำใหม่เกือบหมดทั้งที่ยังใช้ได้  ราคาปรับปรุงผนัง 5 หมื่นบาทต่อตร.ม. โต๊ะอาหารไม้สักแท้ หน้ากว้าง 5 เมตร  5 ตัว 1.8 ล้านบาท เก้าอี้นั่งรับประทานอาหารสไตล์หลุยส์ พร้อมสลักโลโก้องค์กร 64 ตัว ตัวละ 2.5 หมื่นบาท

นอกจากนั้นมีรายการแปลกๆ ที่กล้าขอ ซึ่งไม่ได้รับอนุมัติ  ต้องเฝ้าระวัง เช่น ฉากหลังบังลังก์ 113 ล้านบาท เรือตรวจการ 88 ล้านบาท เครื่องทำโอโซน 10 ล้านบาท เครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัย 70 ล้านบาท ..งบซื้อของตกแต่งนี่ถ้าใครเอามาแฉเยอะๆ คงสนุก ตอนตึก สตง.พัง ก็เอามาแหกกันจนคนดูตาปริบๆ ไปแล้ว ว่าขอ“ของแต่งภายใน”แพงแค่ไหน

เดี๋ยวพอ กมธ.งบปี 70 พิจารณาถึงรัฐสภา น่าจะยิ่งสนุก เพราะเชื่อว่า กมธ.จากพรรคฝ่ายค้านคงไม่ถูกชะตากับประธานโสภณนักนั่นก็ข้อหนึ่ง ข้อสองคือ การตัดงบรัฐสภา ดูเป็นตัวอย่างว่า ฝ่ายนิติบัญญัติพยายามรัดเข็มขัดสุดฤทธิ์แล้ว  

ถ้าทำให้เห็นว่า งานสภาของบไม่จำเป็นเยอะ อาจตีวัวกระทบคราดไปถึงประธานสภา“เจ้าแห่งโครงการ”ได้  เหตุผลที่ต้องตีให้จั๋งๆ เพราะ“ประธานสภาดูจะเข้าข้างระบอบสีน้ำเงินมากเกินไป”  เรื่องที่บาดใจที่สุดคือยึกยักส่งคำร้องของฝ่ายค้านและ สว.ที่เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรรา 236 เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีมีมติตีตกข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม น้องชายครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งโสภณก็ถูกตั้งข้อสังเกตเป็นเด็กดันของครูใหญ่ ตั้งแต่คราได้เป็น รมว.คมนาคมแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ประธานตุ๋งจัดแถลง “122 วัน พลิกโฉมของสภาฯ แก้ปัญหาเพื่อประชาชน” มีนักข่าวไปถาม ซึ่งถ้าไม่ถามก็ไม่รู้ว่าจะทำเนียนไม่รู้ไม่ชี้หรือไม่ ประธานตุ๋งเกิดความลังเลในอำนาจของตัวเอง “ มาดูกฎหมายแล้ว ให้ผมใช้ดุลยพินิจ  ซึ่งเรื่องลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในอดีต  พบหลายกรณีและเกิดขึ้นมาในหลายประธานรัฐสภา พบว่าใช้วิธีตั้งกรรมการ ผมยอมรับว่าความรู้กฎหมายมีไม่มากพอเหมือนคนอื่นจึงใช้วิธีตั้งกรรมการ   เมื่อวันที่ 15 ก.ค. เพิ่งลงนามตั้งกรรมการที่มีบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีคนในวงงานรัฐสภา  2 คน ทั้งนี้ยอมรับว่ากระบวนการตั้งกรรมการใช้เวลาพอสมควร ไม่ได้ยื้อ ไม่มีเหตุผลให้ยื้อ  แต่เหตุผลคือ ใช้ดุลยพินิจอย่างไร”  

และว่า การทำงานของกรรมการนั้น ไม่กำหนดกรอบเวลา  หากทำเร็วก็เร็ว  คณะกรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เชื่อว่าจะไม่เอาเกียรติยศมาเล่น .. เอาเถอะจ้ะ จะพูดว่าตัวเองไม่ยื้อ ( แต่โยนขี้ให้กรรมการพิจารณายื้อแทน ) ก็แล้วแต่คนจะเชื่อ ใครทำอะไรไว้ ทำเพราะอะไร รู้อยู่แก่ใจตัว

ก็ชวนให้คิดแล้วกันว่า“ผลงานสภาที่แสดงถึงความมีเกียรติ” คืออะไร ? การไปทำโครงการแบบว่า เก็บขยะ เก็บสวะ ทำจิตอาสาถ่ายรูปเสร็จกลับ ใช่เกียรติหรือเปล่า ??  แล้วใช่เรื่องหรือไม่ที่ต้องทำเรื่องจัดอบรมธรรมะ ให้เคารพธงชาติ เต้นแอโรบิค ของเหล่านี้มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่และสมาชิกรัฐสภา นึกให้หัวแทบแตกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าระดับประธานรัฐสภาจะต้องมาส่งเสริมอะไร ?? กับงานที่แค่ระดับกองการเจ้าหน้าที่ก็ทำกันได้  

การทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่พึ่งพาได้อยู่ตรงไหน ??  สังคมกังขาเรื่องความลับๆ ล่อๆ ของการพิจารณาคดีของ ป.ป.ช. เพราะเหมือนไปคนละทางกับศาลรัฐธรรมนูญ ..ศาลรัฐธรรมนูญให้ศักดิ์สยามขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีเพราะมีหุ้นใน บ.บุรีเจริญ แต่ ป.ป.ช.บอกไม่ได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ถ้าองค์กรอิสระไปกันคนละทางขนาดนี้ก็ควรให้ข้อสงสัยยุติโดยศาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อกระบวนการตรวจสอบของไทย.. คนเป็นประธานรัฐสภา ถูกคาดหวังคุณวุฒิการใช้อำนาจแก้ปัญหา สร้างความเชื่อมั่นให้ระบอบประชาธิปไตยด้วย   

ในเรื่องการอำนวยความสะดวกต่อฝ่ายนิติบัญญัติ  ประธานตุ๋งก็แบะท่าออกมาแล้ว ตอนนักข่าวถามว่า จะทำหนังสือแจ้งให้นายกฯ มาตอบกระทู้ เหมือนที่อดีตประธานชวน หลีกภัยทำหรือไม่  คำตอบคือ“ทำแล้วนายกฯ มาตอบหรือไม่ มันอยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย และอยู่ที่ข้อบังคับ ผมจะไปตำหนินายกฯ ไม่ได้ เพราะข้อบังคับบอกว่าสามารถมอบหมายได้ จึงไม่ควรไปเปรียบเทียบยุคนี้ ยุคนั้น ต้องดูรูปธรรมที่เกิดขึ้นด้วย”

ถ้ามียื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่รู้ประธานสภาทำงานออกมาแบบไหน  “ผลงานประธานสภาในงานนิติบัญญัติ”วันนี้ ถูกใจใครกันมากน้อยแค่ไหน ก็คิดว่าแต่ละคนมีคำตอบในใจ.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่