ต่อมา เกิดเหตุนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี กราดยิงจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย และยิงตัวตายเอง ผู้ก่อเหตุไปสืบค้นเรื่องการกราดยิงในต่างประเทศและก่อเหตุตาม กลายเป็นวันสยองขวัญ 7 ส.ค.
เหตุความรุนแรง การฆาตกรรม เกิดขึ้นเพราะอะไร พอพูดไปก็นึกถึงหนังรางวัลปาล์มทอง เทศกาลเมืองคานส์เรื่องหนึ่งคือ Elephant ของกัส แวง ซองค์ ความหมายเหมือนกับพังเพย “ตาบอดคลำช้าง” คือ ให้คนตาบอดเอามือจับช้าง แล้วให้อธิบายลักษณะของช้าง เขาก็อธิบายช้างได้เป็นส่วนๆ ไม่ได้อธิบายความเป็นช้างได้ทั้งตัว อะไรแบบนี้ ถ้าจับองคาพยพไหน ก็บอกว่า “ช้างต้องมีลักษณะเป็นแบบนั้น”
หนังเรื่อง elephant มันบอกเราว่า ถ้าเปรียบเหตุความรุนแรงเป็นช้างทั้งตัว คนตาบอดบอกภาพใหญ่ของทั้งตัวไม่ได้ ถ้าช้างเท่ากับหนึ่งเหตุการณ์ มันก็ประกอบด้วยหลายส่วน คนตาบอดจับกันคนละที่ ก็บอกลักษณะช้างไม่ตรงกัน ..ลองไปหาดูหนังเรื่อง elephant มันเล่าเรื่องเหตุรุนแรงในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ของอเมริกา เป็นการเล่าที่มองผู้ก่อเหตุด้วยการบอกเล่าเรียบเรื่อย แบบไม่ได้บ่งชี้เลยว่า อะไรผลักดันให้ก่อเหตุกราดยิง .. หลายอย่างที่สะสมรวมกันมา ฟางเส้นก่อน ฟางเส้นหลัง ไม่รู้อะไรเป็นสาเหตุให้ทุกอย่างระเบิดออกมา ไม่รู้ว่า ฟางเส้นไหนทำลาหลังหัก เพราะแต่ละเส้นมันหนักเท่ากัน
แล้วปัจจัยอะไรที่ผลักดันให้เดินเข้าสู่“ประตูฆาตกร ??” จากการถอดบทเรียนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง อันดับแรกที่สุด คือความรุนแรงในครอบครัว พ่อแม่ที่ใช้กำลังกัน ใช้วาจาประหัตถ์ประหารกัน ทำให้เด็กชาชินกับการใช้ความรุนแรง วิธีสังเกตว่าเด็กมีความรุนแรงในกมลสันดานหรือไม่ ให้ดูเรื่องการชอบทรมานสัตว์ ชอบเล่นไฟ ..กรณีไอ้ป๋อง ที่ชลบุรีนั้น ผู้เป็นป้ามันบอกว่า “หลานติดอยู่กับพ่อที่ใช้ความรุนแรงมาแต่ยังแบเบาะ” เช่น เวลาลงโทษก็โยนขึ้นหลังคาให้กลิ้งลงมา หรือกระทั่งน้องสาวไอ้ป๋อง ก็ถูกล่วงละเมิดทางเพศแต่เด็ก
แรงขับทางเพศก็เป็นตัวสร้างความรุนแรงที่สำคัญ บางคนระบายออกกับผู้อ่อนแอกว่า ทั้งเป็นเพราะข่มเหงง่าย หรือเป็นเพราะรสนิยมใคร่เด็ก หรือการไม่สามารถระบายได้ ( เช่น ของไม่แข็ง ) ก็ทำให้ต้องการใช้ความรุนแรง
เมื่อเด็กถูกทำให้รู้สึกว่า ความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา ในการใช้ชีวิต การแก้ปัญหา ความรุนแรงก็ส่งผ่านมาจากรุ่นสู่รุ่น องค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรงคือ ยาเสพติด ซึ่งระบาดหนักมากในบ้านเรา จัดการอะไรก็ยาก จะให้ย้อนกลับไปจัดการเด็ดขาดแบบยุคอดีตนายกฯแม้ว ทักษิณ ชินวัตร นั้นก็ต้องระวังละเมิดสิทธิผู้อื่น ..คำนี้ไม่ได้พูดแดกดัน แต่ต้องระวังจริงๆ เพราะเมื่อไรที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่า นโยบายเปิดให้ “ทำยอด” จับกุม คราวนี้คดียัดยา คดีฆ่าตัดตอนเพียบ อย่าโลกสวยว่าไม่ยุ่งก็ไม่โดน ถ้าเขาจะหาเหยื่อ อยู่เฉยๆ ก็โดน“ยัดยา-วิฯ ”ได้จ้า
การใช้ยาเสพติด ทำให้ยิ่งขาดสติใช้ความรุนแรงมากขึ้น หลายคดีในบ้านเราเป็นเรื่องพ่อเลี้ยงเมายาซ้อมทรมาน-ข่มขืนลูกเลี้ยง อีแม่บางจำพวกไม่กล้าทำอะไรกลัวผัวทิ้ง เพราะต้องอาศัยเกาะผัวกิน ลูกตัวโดนอะไรก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ บางครอบครัวก็มีที่กลัวผัวใช้ความรุนแรง ก็เลยเปลี่ยนบทบาทมาโทษเหยื่อ เพราะดูเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายกว่า ไม่เสี่ยงเจ็บตัวเท่าไร ..ปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะคนในครอบครัวไม่ช่วย ครอบครัวเมินเฉยเอง หรือคนรู้เรื่องเมินเฉย ไม่อยากสนใจ กลัวถูกหาว่า เสือก หรือคิดว่า เดี๋ยวมันก็จบ …ควรต้องคิดแล้วว่า “ถ้าเราไม่เสือกวันนี้ ปล่อยไว้ในอนาคตสร้างภัยสังคมขึ้นมาอีกคน มันจะดีเหรอ”
ปัจจัยต่อมา คือสิ่งแวดล้อมทางสังคม มันเอื้อให้คนเราพัฒนาตัวเองหรือจมจ่อม อย่างเลือกอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม การเสพยา ไม่ตกเป็นเหยื่อวันนึงก็อาจไปเข้าร่วม ..คงพอจะเทียบกันได้ถ้าจะบอกว่า สมัยนี้พ่อแม่ที่พอมีฐานะหน่อยก็ดิ้นรนจะหาสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ลูก ถ้าสิ่งแวดล้อมบ้านไม่ได้ ก็สิ่งแวดล้อมโรงเรียน กลุ่มสังคมที่ดี ครูที่คอยช่วยสังเกตอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วรีบบอก ไม่เพิกเฉยกับปัญหาเด็ก ..ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี เด็กคบเพื่อนผิดจะพากันไปทำอะไรก็ไม่รู้ เด็กบางคนไปแบบกู่ไม่กลับได้ ไม่อยากเสี่ยงปล่อยรอให้คิดเองเป็น
แต่เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ก็ต้องบอกว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็อย่าโยนทุกอย่างให้สภาพแวดล้อม เพราะหลายครั้ง ความหวัง ความเคร่งครัดของผู้ปกครองนี่แหละ ทำให้คนใต้อาณัติสติแตก น่าสนใจว่า ยุคสมัยนี้ สิ่งที่ซ่อนใน “สิ่งแวดล้อมโรงเรียนที่ดี” ก็คือการแข่งขันที่หนักหน่วง สะสมความเครียด
ปัจจัยแวดล้อมถูกระบุรวมไปถึงเรื่องการใช้สื่อ ผู้ที่เสพสื่อเนื้อหารุนแรงบ่อยครั้ง มีโอกาสที่จะชาชินต่อความรุนแรงและลอกเลียนแบบ การทำงานสื่อปัจจุบันต้องเคร่งครัดกับเรื่องการก่อเหตุลักษณะนี้หรือพวกก่อเหตุโดยอ้างอุดมการณ์ อย่าทำให้ประชาชนรู้สึกพวกนี้น่าเลียนแบบโดยเสนอการก่อเหตุอย่างละเอียด..ไม่พูดถึงได้ก็ไม่พูดถึงไปเลย และการทำสื่อต้องเน้นเสนอให้เห็นถึงผลของความรุนแรงคือความสูญเสียที่เยียวยาไม่ได้ หรือปัญหาที่ส่งผลระยะยาว
นอกจากปัจจัยครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ปัญหาทางสังคมที่สำคัญคือ “ความเหลื่อมล้ำ และความอยุติธรรม” สองอย่างนี้มันเป็นแรงกดดันให้คนเราประทุความรุนแรงขึ้นมาได้ง่ายๆ คนที่ดูปกติธรรมดาๆ ไม่มีปัญหาอะไร บางครั้งสติหลุดไปวูบเดียวก็ได้ อย่างคดีกราดยิงที่เทอร์มินัล โคราช ก็ว่า เกิดจากการที่ทหารชั้นผู้น้อยถูกคดโกงในโครงการสวัสดิการซื้อบ้าน พอหาใครอำนวยความยุติธรรมให้ไม่ได้ ก็ระเบิดออกมาในรูปแบบการทำลายล้าง ระดับที่เอาให้พัง ประจานองค์กรให้เละว่า มันมีคนมาหาผลประโยชน์จากสวัสดิการทหาร
ความอยุติธรรม เป็นสิ่งที่คุกรุ่นในใจคนเรารุนแรง สะสมรอวันระเบิด ที่ตามมาคือ “ความต้องการแก้แค้น” ถ้าคนๆ หนึ่งถูกบีบให้ต้องแก้แค้นมาก จังหวะลงมือมันจะมีอาการ“มันมือ” ไหนๆ มือก็เปื้อนเลือดแล้ว ให้หนักกว่านี้อีกหน่อย โลกจะได้รู้ว่ากูแค้น นาทีที่ได้แก้แค้นมันไม่รู้หรอกว่า ระดับไหนคือคำว่า เพียงพอ .. การสกัดวงจรได้ ต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมจริง ๆ ไม่เพิกเฉยต่อผู้น้อย
ภาพใหญ่อีกภาพคือความเหลื่อมล้ำ ความยากจนแบบโงหัวไม่ขึ้น ไม่มีทางหาทรัพยากรเป็นของตัวเองได้ เพราะไม่มีทุนรอน ไม่มีการศึกษา ติดอยู่ในสังคมปลักตมเน่าๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็ผลักดันให้คนเป็นอาชญากรได้ เส้นทางแบบคลาสสิค คือเริ่มจากคบเพื่อนเลว ไปเล่นยา ลักเล็กขโมยน้อย ต้องการหาเงินมากขึ้น ก็ลักมากขึ้น ติดคุก ได้วิชาจากในคุกมาก่อเหตุ ขยายการลักเล็กขโมยน้อยไปสู่อะไรที่ใหญ่ขึ้น ไปอยู่กับโจรตัวใหญ่กว่า และนำไปสู่การก่ออาชญากรรม ..เช่นนั้นแล้ว การดึงคนออกจากปลักชีวิตต่ำตม ก็ช่วยลดอาชญากรรมได้อีกทาง
ปัจจัยนำไปสู่การใช้ความรุนแรงมีเยอะ หนึ่งเหตุการณ์อาจมาจากหลายอย่างผสมกัน จะเริ่มแก้ปัญหาตรงไหนก่อน ? ต้องบอกว่า เริ่มสังเกตสัญญาณจากคนที่มีแนวโน้มถูกกดดัน ถูกทำร้าย แล้วลองคิดว่า มีวิธีไหนดูแลจิตใจเขาได้บ้าง.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



