เชื่อได้ว่า เสียงประชาชนจำนวนมาก อยากบอกนายกฯ ว่า ไอ้ที่ควรจะคุมกันหนักๆ คือขายปืนเถื่อน หรือสิ่งเทียมอาวุธปืน ซึ่งว่ากันว่า หาง่ายนักในอินเทอร์เนต เหตุรุนแรงหลายครั้งมาจากปืนเถื่อน ปืนไทยประดิษฐ์นี่แหละ เวลาเด็กช่างไล่ยิงกันก็ปืนเถื่อน ปืนไทยประดิษฐ์เสียเยอะ

เรื่องปืน อาจดูเป็นปลายเหตุ หรือแรงเสริมของความรุนแรง มันมีฐานะแค่เครื่องมือ ที่ใครจะใช้มันก็ได้ และบังเอิญมันมีอานุภาพมากเพราะปลิดชีพคนง่าย ปลิดชีพระยะไกลได้ ลั่นไกแค่วิบตาเดียวก็เห็นผล การทำให้ปืนลดลง- เข้าถึงปืนได้ยากขึ้น ก็ช่วยให้ความปลอดภัยอาจมากขึ้นระดับหนึ่ง แต่สำหรับปัจจุบันนี้ สิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องสำคัญ คือ “ทำอย่างไรให้คนในสังคมรู้สึกว่า มีความปลอดภัย ไม่ต้องคิดจะซื้ออาวุธไว้ป้องกันตัว หรือผวาจะโดนลูกหลงจากอาวุธ” ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ คือการสกัดไม่ให้เกิดความรุนแรงในสังคม ไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา

ได้ไปดูหนังดราม่าสยองขวัญเรื่อง “คำสารภาพของหมอผี” ของค่ายชลลัมพี กลับมาแล้วรู้สึกว่า น่าสนใจ หนังพูดถึงการที่คนๆ นึงถลำเข้าสู่ด้านมืด ที่ส่งต่อความรุนแรงไปยังผู้อื่น หนังอธิบายต้นเหตุและผลของความรุนแรง

พระเอกคือ ต่อ เป็นหนุ่มวัยรุ่นที่รักแม่มากบวชเรียนแต่ก็สึกออกมาทำงานเพื่อช่วยเหลือแม่ที่ป่วย แต่พ่อของต่อไม่เคยสนใจวันๆ กินแต่เหล้า มีคู่หูคือพี่ชายตัวเองชื่อ “ศักดิ์” ต่อเผชิญกับภาพชีวิตที่พ่อดูดาย แม่ป่วยแต่ต่อก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากฝากฝังให้พ่อที่ไม่เป็นโล้เป็นพายดูแล ( และก็ชวนทึ่งกับความไม่เป็นโล้เป็นพายจริงๆ ที่เมียตายจนเน่าเหม็นแล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง ) ต่อได้แต่สะสมความโกรธแค้นไว้ในใจเพราะ “อีกฝ่ายเป็นพ่อ” นี่คือการสยบกับอำนาจ

คนเรา มีโอกาสพบกับความคับข้องใจในภาวะที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือโดนเพิกเฉยจากคนที่มีอำนาจสูงกว่า และมีอิทธิพลต่อชีวิตเราได้ แล้วก็ไม่รู้จะระบายออกอย่างไร ..ในครอบครัวชนชั้นกลางในเมืองบางที่ เด็ก-เยาวชนที่เผชิญการใช้อำนาจที่รุกล้ำในครอบครัวก็พูดไม่ได้ เพราะช่องว่างระหว่างวัยหรือฐานะในครอบครัว ก็เลือกวิธีการหลีกเลี่ยง หรือระบายออกซึ่งความคับข้องใจต่างกัน ที่น่ากลัวคือ บางครั้งเป็นการระบายออกในเชิงแก้แค้น สร้างความเลวร้ายต่อสังคมเพื่อหวังให้ผู้ใช้อำนาจกระทำต่อตนต้องเป็นผู้รับผิดชอบว่า “มึงสร้างปีศาจตัวนี้ขึ้นมาเอง ก็ต้องร่วมกันลงนรกไปด้วย”

เหตุแห่งความรุนแรง การปล่อยปละละเลยในครอบครัวของต่อ มาจากเหล้าเป็นปัจจัยหนึ่ง กินแล้วขาดสติ ขาดความรับผิดชอบเพราะ“ไม่รู้ กูเมา” ภาวะติดสุราเป็นต้นเหตุของปัญหาในหลายครอบครัว วลี “จน เครียด กินเหล้า” นั่นคือวงจรที่ไม่จบ หาเงินได้ก็เติมลงขวด พอไม่มีเงินก็เครียด เครียดแล้วก็ใช้ความรุนแรงกับคนใกล้ตัว หากเหยื่อเป็นเด็ก เด็กจะซึมซับความรุนแรง เห็นสิ่งที่เกิดในครอบครัวทุกเมื่อเชื่อวันเป็นเรื่องปกติ และส่งต่อความรุนแรงได้ในรูปแบบต่างๆ

แรงขับดันให้เกิดความรุนแรง คือการถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้รับความอยุติธรรม ใน “คำสารภาพของหมอผี” ต่อถูกผู้มีอำนาจเหนือกว่าในเชิงสังคมข่มเหงด้วย ทั้งผู้ใหญ่บ้านชื่อศักดิ์ ตำรวจที่ สภ.ซึ่งเกรงใจผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมรับที่ต่อแจ้งความ น่าสนใจที่หนัง ละครไทย หลายๆ เรื่อง มองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นตัวร้าย ไม่รู้สะท้อนภาพความรู้สึกจริงๆ จากคนไทยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งต้นรากของความรุนแรงส่วนหนึ่งมาจากการใช้อำนาจมิชอบ

เจ้าหน้าที่รัฐด้านยุติธรรม ( และด้านปกครอง ) เป็นที่คาดหวังของสังคม เนื่องจากต้องทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยไร้อคติ คนไม่เชื่อใจเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มองว่าไม่ปกป้อง ไม่ทำงาน มันยังไม่สร้างความเจ็บปวดเท่ากับเห็นว่าไปกางปีกช่วยอีกฝ่าย ..เวลาเราร้องเรียนอะไรต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นขั้วเดียวกับผู้มีอำนาจ เราจะยิ่งแสยงใจที่เห็นความเกียร์ว่างไม่ทำอะไร แต่พูดติดปาก “ไม่ได้นิ่งนอนใจ” ..และเชื่อเถอะว่า สิ่งที่หนักหนาคือ เจ้าหน้าที่ที่ปัดสวะ บอกว่า ผู้ถูกละเมิด ผู้มาร้องเรียนนั้นคิดไปเอง หรือไปหาหลักฐานมาให้ด้วย สิ่งที่สาหัสที่สุดคือ โทษว่าความผิดเกิดจากเหยื่อเอง

ไม่ว่าสังคมไหนก็เจ็บปวด เวลาได้รับรู้ข่าวผู้มีเงิน มีอำนาจลอยตัวเหนือความผิดได้ แล้วดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐช่วยจนสุดลิ่มทิ่มประตู … ต่างก็รู้สึกกันว่า “ถ้าเกิดเป็นกู จะพินอบพิเทาเอาใจอย่างนี้ไหม” .. ความอยุติธรรมเป็นแรงบีบอัดสร้างความเคียดแค้นถ้าระเบิดมันรุนแรง ถึงจุดหนึ่ง คนเคยเป็นเหยื่อต้องการมากขึ้นไปถึงการแก้แค้น อย่างที่ต่อเกลียดศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้าน และเมื่อไปหาหมอเทียน หมอผี ก็ต้องการ“ทำอย่างไรให้ตายทรมานที่สุด” เปรียบได้ก็เหมือนต่อตัดสินใจเดินไปหยิบปืนมายิงศักดิ์รัวๆ นั่นแหละ ไปหาหมอผี ก็เหมือนการแก้แค้นด้วยการพึ่งอำนาจนอกระบบ

การแก้ปัญหาความรุนแรง โดยพื้นฐานที่สุด ก็คงเป็นอย่างที่อดีตนายกชวน หลีกภัย ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งถึงปัญหาเรื่องอาวุธปืน เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ว่า “สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ปกป้องประชาชนได้” มันไม่ใช่แค่ความหมายว่าปกป้องประชาชนจากเหตุรุนแรง เช่น ปกป้องจากเหตุนักเรียนตีกัน ปกป้องจากเหตุอาชญากรรมที่ทำให้คนรู้สึกว่า ไม่ต้องหาปืนไว้ป้องกันตัว แต่หมายรวมไปถึงว่า “ทำตามหน้าที่ อำนวยความยุติธรรมได้”

เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ครั้งต่อๆ ไปก็ตามมาได้ อย่างที่ในวรรณกรรม นิยาย เขาใช้คำว่า “ก็มือเปื้อนเลือดไปแล้ว” เราเห็นตัวละครต่อในเรื่อง ถลำสู่ด้านมืดมากขึ้น พยายามหาวิธีการให้ตัวเองยิ่งมีพลังแก่กล้า

ยังมีตัวละครในหนังเรื่อง“พนอ”ที่บ่งชี้สาเหตุแห่งความรุนแรง คือ “การถูกทำให้เป็นคนนอก” พนอมีชาติกำเนิดที่ทำให้คนในหมู่บ้านเกลียด ความแปลกแยกทำให้เด็กในโรงเรียนรุมกลั่นแกล้ง เพราะคิดว่า “คนที่แปลกแยก ไม่มีพวก จะทำอะไรกับมันก็ได้” ไม่มีใครให้คนนอก คนชายขอบพวกนี้ร้องเรียน หรือพูดไปก็ไม่มีใครรับฟัง ไม่มีใครช่วย เมื่อถูกบีบคั้นมากเข้า “การระเบิด”ของพนอจึงมากกว่าแค่ทวงความเป็นธรรม แต่ลามไปถึงการเอาชีวิตแบบหมู่ หรือถ้าเทียบเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้จริง คือ “คนที่โดนกลั่นแกล้งเพราะดูแปลกแยกจากคนอื่น วันหนึ่งลุกมากราดยิง”

การลดความรุนแรงอย่างหนึ่ง คืออย่าบีบให้ใครจนตรอก โดยเฉพาะ อย่าให้ความจนตรอกเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ …ก็พูดกันตรงๆ ว่า หากเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ มันจะปลุกแนวร่วมได้ง่าย เพราะเรื่องจะถูกขยายเป็นความขัดแย้งระหว่างคน & ระบบ เผลอๆ จะมีอุดมการณ์มาผสมโรง ตัวอย่างก็คดี จอร์จ ฟลอยด์ คนดำที่ถูกตำรวจในอเมริกาทำเกินกว่าเหตุจนเสียชีวิต แล้วเกิดรณรงค์ black life matter นั่นไงล่ะ

น่าสนใจว่า รัฐจะมีส่วนระงับการก่อความรุนแรง ในมิติทางสังคมอย่างไร นอกจากแค่การให้ตรวจค้นมากขึ้น การห้ามพกปืน.

ขอบคุณภาพจากเพจ Facebook : The Ghost Radio

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่