สหรัฐกำลังเผชิญภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังยอดหนี้รัฐบาลกลางทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,313.68 ล้านล้านบาท) เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา ตามข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มทางการคลังที่น่ากังวล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และรัฐบาลในระยะยาว


แม้สหรัฐจะมีหนี้สาธารณะในระดับสูงมานาน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณและตลาดการเงิน กำลังจับตาสถานการณ์มากขึ้น เนื่องจากหนี้เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว โดยยอดหนี้เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.84 ล้านล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 5 เดือน ขณะที่ภาระดอกเบี้ยก็พุ่งสูงขึ้นตามระดับหนี้และอัตราดอกเบี้ย


หากรัฐบาลยังเดินหน้าบนเส้นทางเดิม ยอดหนี้อาจแตะ 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,642.10 ล้านล้านบาท) ภายในเวลาเพียง 6 ปี ทั้งที่เมื่อไม่ถึง 10 ปีก่อน หนี้ของสหรัฐยังอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 656.84 ล้านล้านบาท) พร้อมเตือนว่า แนวโน้มดังกล่าวกำลังสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศ


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้น คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของสหรัฐ ปัจจุบันมีชาวอเมริกันรุ่นเบบี้บูมเมอร์ หรือเกษียณอายุประมาณ 10,000 คนต่อวัน ขณะที่ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นสำหรับโครงการประกันสังคมและเมดิแคร์ ซึ่งเป็นโครงการสวัสดิการหลักที่มีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน สภาคองเกรสสหรัฐในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาอนุมัติมาตรการลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายหลายครั้ง รวมถึงกฎหมายลดภาษีและการจ้างงานปี 2560 ตลอดจนกฎหมาย “One Big Beautiful Bill Act” ในปี 2568 ภายใต้รัฐบาลสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโรคโควิด-19 ในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก และต่อด้วยรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งทั้งหมดถูกประเมินว่าจะเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาลอีกหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว


นอกจากหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว รัฐบาลสหรัฐยังคงใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. นี้ รัฐบาลขาดดุลสะสมแล้วประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 59.12 ล้านล้านบาท) สะท้อนช่องว่างระหว่างรายรับและรายจ่ายที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง


ภาระดอกเบี้ยก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญ หลังยุคอัตราดอกเบี้ยต่ำสิ้นสุดลง เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก


สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุด นับตั้งแต่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง


นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองหนี้สหรัฐ ซึ่งทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและภาคเอกชนเพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีมีอิทธิพลต่ออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจ เมื่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้น ประชาชนจะมีภาระกู้ยืมเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจอาจชะลอการลงทุน


กระทรวงการคลังสหรัฐจึงประกาศว่า จะเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทน และผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้และภาระทางการเงินของประชาชน


สำหรับสหรัฐ ขนาดของหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบัญชีของรัฐบาล แต่ท้ายที่สุดจะส่งผลถึงเศรษฐกิจโดยรวมและกระเป๋าของประชาชน หากรัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายได้อย่างจริงจัง หนี้ที่เพิ่มขึ้นก็อาจกลายเป็นวงจรที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES