จากตอนที่แล้ว “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาเกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์ผีแม่ม่าย” ว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็น “สังคมดิจิทัล” หรือ “สังคมยุคเอไอ” แล้ว แต่ “มุมความเชื่อ” ในเรื่องนี้ก็ยังทำให้หลายคนรู้สึกประหลาดใจ
ที่ “ความเชื่อเรื่องลี้ลับ” นี้ยังคงโลดแล่นอยู่ได้
ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
จนทำให้ “ผีแม่ม่าย” เป็น “ตำนานผีร่วมสมัย”
เกี่ยวกับคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว รศ.ดร.วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผู้เชี่ยวชาญด้านมานุษยวิทยาศาสนา พิธีกรรม และสังคมวัฒนธรรม ระบุเรื่องนี้กับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… มีงานวิจัยต่างประเทศชิ้นหนึ่งของนักวิชาการอเมริกัน คือ Mary Beth Mills ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ “ผีแม่ม่ายทางภาคอีสาน” และสะท้อนผลศึกษาว่า จริง ๆ แล้วปรากฏการณ์ผีแม่ม่ายเป็นเหมือนกระจกสะท้อนภาพสังคมไทยในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงสะท้อนสังคมเชิงซ้อนในมิติอื่น ๆ เช่น มิติผู้หญิง มิติสุขภาวะ ตลอดจนสังคม ศาสนา และความเชื่อของผู้คนในพื้นที่หนึ่ง ๆ กับช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ได้ด้วย…

รศ.ดร.วิศิษย์ ปิ่นทองวิชัยกุล
รศ.ดร.วิศิษย์ ยังเล่าถึงผลการศึกษาของนักวิชาการอเมริกันรายนี้ว่า… จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บรวบรวมในช่วงเวลาต่าง ๆ พบว่า… “เรื่องเล่าผีแม่ม่าย” ที่เกิดกระแสแพร่หลายน่าจะเริ่มเห็นเด่นชัดตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งเป็นช่วงที่ “บ้านเมืองกำลังฟื้นตัว” ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระดับโลก ก็เริ่มฟื้นตัวเช่นกัน จนเกิด “ความต้องการแรงงานต่างชาติ” จำนวนมาก และนำไปสู่ “การอพยพย้ายถิ่นฐานของแรงงาน” ทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยผู้ชายส่วนใหญ่ไปทำงานใช้แรงงาน ส่วนผู้หญิงก้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ รวมถึงบางส่วนเข้าสู่ธุรกิจบริการทางเพศด้วย
“ที่น่าสนใจคือผู้หญิงที่ไปทำงานเมืองนอกจะมีอำนาจเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่าผู้ชาย แถมยังเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมได้มากกว่าผู้ชายอีกด้วย เช่น บางคนได้แต่งงานกับต่างชาติ หรือได้สามีชาวต่างชาติที่ร่ำรวย จนสามารถพลิกสถานะตัวเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวในเมืองไทยได้ด้วย” … นักวิชาการ ระบุ
พร้อมกับอธิบายว่า… สาเหตุที่ต้องยึดโยงเรื่องนี้ก็เพื่อให้เห็น “พัฒนาการ” ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคมในช่วงปี 2530 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัว และเป็นยุคที่คนไทยทั้งผู้ชายและผู้หญิงแห่ไปขุดทองในต่างประเทศ ในจังหวะเดียวกันนี้เอง “ชื่อของผีแม่ม่าย” กลายเป็นคำแพร่หลายในสังคมวงกว้าง ไม่ได้เป็นคำที่รู้จักกันเฉพาะในสังคมชนบทเท่านั้น โดยในภาษาอังกฤษคำว่า “ผีแม่ม่าย” สะกดด้วยคำว่า “Sex-hungry Ghost” หรือแปลตรงตัวว่า “ผีที่หิวเซ็กส์” ซึ่งถูกเล่าผ่าน “เรื่องเล่าที่กำหนดขึ้น” ว่าเป็นผีผู้หญิงที่ชอบจับผู้ชายมาเป็นสามีเพื่อดูดวิญญาณ การที่ชื่อผีประเภทนี้ถูกนำมาเป็น “ภาพแทนค่า” เพื่อสื่อเชิงสัญลักษณ์ทางเพศ จึงทำให้เป็นที่จดจำได้ง่ายและรวดเร็ว…
ที่สำคัญ “ผีแม่ม่าย” กลายเป็น “ผีประจำฤดูกาล” ที่ทุก ๆ ปีจะวนกลับมาเป็นระยะ ๆ และด้วยความที่ชื่อผีประเภทนี้ไม่สูญหายไปจากสังคมไทยเหมือนผีประเภทอื่น จาก “เรื่องเล่า” จึงกลายเป็น “ความทรงจำร่วม” ของสังคมในที่สุด ก่อนที่แต่ละพื้นที่และแต่ละชุมชนจะสร้างสรรค์รูปแบบต่าง ๆ ให้เข้ากับวิถี ความเชื่อ หรือเหตุผลของตนเอง จนเกิด “อัตลักษณ์ผีแม่ม่าย” แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เห็นได้จาก “วิธีแก้เคล็ดผีแม่ม่ายที่ไม่เหมือนกัน”
“แก้เคล็ดหรือกลยุทธ์หลอกผีแม่ม่ายเพื่อปกป้องผู้ชายในครอบครัวนั้น มีหลากหลายมาก เช่น บางพื้นที่ให้ผู้ชายนอนใส่ผ้าถุง ทาปาก ทาเล็บ เพื่อหลอกว่าไม่ใช่ผู้ชาย หรือบางพื้นที่ใช้ปลัดขิกแต้มสีแดงที่หัว หรือแขวนเสื้อสีแดงไว้หน้าบ้าน เพราะเชื่อว่าจะช่วยปัดเป่าและขับไล่สิ่งชั่วร้ายอย่างผีแม่ม่ายได้ ขณะที่บางหมู่บ้านจะแก้เคล็ดด้วยการต้มไข่กินกลางบ้าน หรือตำส้มตำกินร่วมกันทั้งชุมชน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ” …รศ.ดร.วิศิษย์ เล่าถึง “วิธีแก้เคล็ดผีแม่ม่าย” ที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งแม้วิธีการจะต่างกัน แต่กลับมีวัตถุประสงค์เดียวกัน
นั่นคือ “เพื่อให้ชีวิตรอดพ้น” จากผีแม่ม่าย
เพื่อไม่ให้ผีแม่ม่าย “จับตัวไปดูดวิญญาณ”

รศ.ดร.วิศิษย์ ยังระบุว่า… อีกปรากฏการณ์น่าสนใจจากเรื่องผีแม่ม่ายคือ “การจุดติดของเรื่องเล่า” จากที่เคยลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องนี้ในอดีต พบสิ่งที่ชวนให้แปลกใจมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีผู้ชายเสียชีวิตขณะนอนหลับ หรือเกิดเหตุ “ใหลตาย” ไม่ว่าจะจำนวนมากหรือน้อย หากมีใครสักคนในหมู่บ้านหรือพื้นที่ สื่อสารด้วยวาทกรรม “ผีแม่ม่ายมาแล้ว” เพียงไม่นานข้อมูลนี้ก็จะแพร่สะพัดไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ หรือพื้นที่ข้างเคียงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เวลานั้นยังไม่มีเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัย หรือโซเชียลแบบปัจจุบัน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผีแม่ม่ายยังคงอยู่มาทุกยุคทุกสมัย และยิ่งในยุคโซเชียล ก็ยิ่งทำให้
“ผีแม่ม่ายมีความร่วมสมัย” โดยไม่ตกยุค
ในฐานะเป็น “ความทรงจำร่วม” ของผู้คน
รศ.ดร.วิศิษย์ กล่าวว่า… หากมองในเชิงมนุษยวิทยา เรื่องนี้สะท้อนผลผลิตทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ความตาย และความเจ็บป่วย เพราะธรรมชาติของมนุษย์ต้องการชีวิตที่มีทางเลือก หรือต้องการคำตอบแบบอื่นไว้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้เวลาคนมีปัญหาชีวิต ก็มักพากันไปดูดวงกับหมอดู ทั้งที่ควรปรึกษานักจิตวิทยามากกว่า เหตุนี้เอง “เรื่องเล่าผีแม่ม่าย” จึงมีลักษณะคล้ายกัน เพราะแม้จะมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ตาม…
แต่คนก็ยังต้องการ “ตัวเลือกคำตอบอื่น”
ที่เป็น “ทางเลือกอื่น ๆ” เผื่อเอาไว้ด้วย…
“สำหรับคำถามที่ว่า ทำไมยิ่งเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ความเชื่อเรื่องผีกลับยิ่งปรากฏชัดมากขึ้น เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่า เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักแสวงหาคำตอบอีกทางหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากคำตอบมาตรฐาน ปัจจัยเหล่านี้เองทำให้ผีแม่ม่ายยังคงอยู่ได้ การที่ผีแม่ม่ายยังร่วมสมัยมาถึงผู้คนยุคนี้ ไม่ใช่เพราะผู้คนปฏิเสธวิทยาศาสตร์ แต่เพราะบางอย่างวิทยาศาสตร์เองก็อาจตอบได้ไม่ครบ” …รศ.ดร.วิศิษย์ วิเคราะห์เกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์ผีแม่ม่าย” ที่แม้แต่ตอนนี้ ใน “สังคมไทยยุคเอไอ” นั้น…
“ผีแม่ม่าย” ยังคงมีอิทธิฤทธิ์เหนียวแน่น
“หลอนได้ร่วมสมัย” โดยที่ยังไม่มีตกยุค
“ติดทำเนียบผีอมตะ” อยู่คู่คนไทยทุกยุค.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



