แล้วเวที MU เขมรก็ออกมายอมรับผิดต่อชาวเขมร ( แหงล่ะมันไม่ขอโทษคนไทยหรอก ) และว่า ต่อไปจะรอบคอบกว่านี้..ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ชาวเน็ตเขมรก็สร้างเรื่องใหม่ บอกว่า “ภาพเป็นคนเขมร แค่ว่าคนไทยครอบครองฟิล์มกระจก” และพยายามให้โฟกัสที่ภาพหญิงสาวผมสั้นเอาดอกไม้ทัดหูภาพเดียว เพราะภาพนี้เป็นภาพที่หลักฐานอ้างอิงไม่ชัดเจนว่า หญิงดังกล่าวเป็นใคร ขณะที่ภาพอื่นนั้นบางภาพมีลูกหลานเขายืนยันให้ได้ก็ทำนิ่งไม่ยอมพูดว่า ทำไมคนไทยโบราณห่มสไบ  

ดูความเคลื่อนไหวชาวเขมรแล้วได้แต่ อห. ( อื้อหือ ) คือคิดอะไรก็ได้ที่เข้าข้างตัวเองเป็นฉากๆ แบบคุยอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องแล้วล่ะเพราะคุยกับคนพาล บอกอะไรไปก็มโนโน่นนี่มาหักล้างเป็นฉากๆ … แล้วยังมาหาว่า คนไทยขโมยวัฒนธรรมเขมรไปหมด พอถามว่า แล้วเคยใช้ชีวิตในรูปแบบวัฒนธรรมแบบที่มันอ้างช่วงไหน ?? ได้รับคำตอบว่า ยุคอังกอร์ ให้ไปดูบนผนังนครวัดสิๆๆ ถามเรื่องหลังยุคอังกอร์จนปัจจุบันทำไมสายธารวัฒนธรรมเขมรมันไม่ต่อเนื่อง ก็ตอบไม่ได้.. พออ้างอิงหลักฐานจากฝั่งไทย มันก็บอกว่า ก็ไทยขโมยของมันไปหมด ถามว่าเอาไปตอนไหน คราวนี้ยัดเยียดตำนานพระแก้วพระโค ที่ว่าไทยเอาวัวที่บรรจุสรรพวิทยาการเขมรกลับไทย

คือเถียงแล้วมีแต่เวียนหัว แบบเถียงคำไม่ตกฟาก เหมือนว่าคนประเทศนี้ ( กลุ่มที่ใช้อินเทอร์เนต คนเขมรที่ยากจนเข้าไม่ถึงอินเทอร์เนต ไม่ได้อินกับกระแสเคลมวัฒนธรรม ก็มีอีกมาก ) ถูกเซตโปรแกรมให้คิดตรงกันว่า “ต้องเป็นศัตรูกับเสียม ( ไทย ) เพราะเสียมเอาสิ่งที่ควรเป็นของเขมรมาหมด” แบบว่า เป็นการตะแบงคิดไปเองฝ่ายเดียวแล้วก็คลั่งไปเอง ทำให้อยู่ๆ ต้องตั้งหน้าตั้งตาเป็นศัตรูกับคนไทยให้ได้ สาระแนไปขุดผียุคอังกอร์มาคิดเองเป็นฉากๆ แล้วมโนว่า “จริงๆ แล้วชีวิตชาวเขมรต้องรุ่งเรืองต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคอังกอร์”

ทำไมเขมรจะต้องมาคิดว่า ไทยเอาของเขมรมาหมด ?? ว่ากันว่า สาเหตุเป็นเพราะกระแสชาตินิยมแบบจ๊าดง่าว ที่ผู้นำตระกูลฮุนพยายามปลุกระดมเพื่อสร้างคะแนนนิยม ..เดิมถ้าตอนที่ยิงถล่มฝั่งไทย แล้วผลการเจรจาบังเอิญเขมรได้เปรียบ ก็จะยกยอปอปั้นว่า“คือเดชานุภาพของสมเด็จเตโช”แล้วสร้างคะแนนนิยมให้ฮุนมาเนต ในการเลือกตั้งปี 70 ( ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องสร้างทำไม เพราะอย่างไรตระกูลฮุนก็ชนะเลือกตั้ง )  แต่บังเอิญว่าคนไทยไม่ใช่ให้มาล่อกันง่ายๆ เลยโต้กลับทุกทางทั้งทางทหาร ทางการทูต การปิดด่าน เขมรซวยซ้ำซ้อนแต่โคตรเหง้าสมเด็จเตโชเสียหน้าไม่ได้ ก็เลยอยู่ไปแบบอิหลักอิเหลื่อ อะไรๆ ที่อยากได้มันได้ไม่สุด ก็หาประเด็นมาสร้างเรื่องให้ไทยเป็นผู้ร้าย

นั่นคือการ“กำหนดเรื่องเล่า” ว่า ไทยทำร้ายเขมร ในเวทีระดับโลก ตัวแทนเขมรมักจะพยายามเปิดว่า Thailand invaded Cambodia first. ..ไทยรุกรานเขมร แต่บังเอิญมีหลักฐานดาวเทียมที่มันยิงเข้ามาที่ อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ ก่อน ซึ่ง “รมต.อ้วน”สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ตอกเอาหน้าหงาย  ตั้งแต่เวทีสมัชชาสหประชาชาติปีก่อน ที่พอปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศเขมรขึ้นป้ายสีไทย รมต.อ้วนแก้สปีชโต้ทันควัน ในการประชุมคณะกรรมการประนอม ( UNCLOS ) ครั้งแรก รมต.อ้วนก็ตอกให้ปรักหน้าหงายไปอีกรอบ และย้ำว่า “เกาะกูดไม่อยู่ในการเจรจา” ( ไม่ต้องคิดจะมั่วแบ่ง )  ทางด้านปรักก็เปิดเปลือยตัวตนเขมรออกมาว่า “อยากขุดก๊าซในอ่าวไทยให้ได้”

ถึงฝั่งไทยจะสื่อสารต่อชาวโลกว่าเขมรต่างหากที่รุกรานก่อน ..ชาวเน็ตเขมรไม่ยอมแพ้ และพวกนี้จะพ่นประโยค Thailand invaded Cambodia first. ในเพจต่างๆ โดยเฉพาะเพจข่าวภาษาอังกฤษ ส่วนการแอบอ้างวัฒนธรรม เวลาสื่อภาษาอังกฤษทำข่าวอะไรเกี่ยวกับเทศกาลไทย ก็จะไปแปะธงเขมร แล้วก็โพสต์คำว่า original ..นี่คือความอยากมีตัวตนในสายตาต่างชาติ สร้างใหม่ไม่ไหวลักของไทยมาเลย   

การเคลมวัฒนธรรม โดยเฉพาะเสื้อผ้าแบบไทย เขมรเพิ่งมาทำแบบเอาเป็นเอาตายปีสองปีนี้เอง ก่อนหน้านี้มันยังห้ามใส่ชุดไทยไปถ่ายรูปในนครวัดด้วยซ้ำ ( ข่าวปี 2565 หรือปี 2022 ) พอมีประเด็นกับไทยปุ๊บ ปลุกกระแสชาตินิยมยกตนข่มท่าน อวดอ้างว่า “ศิลปะวัฒนธรรม วิถีการใช้ชีวิตแบบไทย ล้วนมาจากเขมรโบราณ” หวังจะบอกเพื่อข่มว่า “ไทยลอกเขมรมา” อวดอ้างว่าตัวยิ่งใหญ่เป็นเจ้าวัฒนธรรม หรืออีกวิธีเล่าหนึ่ง คือ “เขมรถูกไทยขโมยเอาวัฒนธรรมไปหมด ตอนนี้เรากลับมาฟื้นฟู” ซึ่งน่าหัวร่อ วัฒนธรรมไม่ใช่เหรียญสิบบาทที่จะหยิบฉวยขโมยกันง่ายๆ มันคือวิถีการใช้ชีวิต

การสร้างการเล่าเรื่องทั้งในด้านการสู้รบ และเรื่องวัฒนธรรมของเขมร เพราะคนพวกนี้ไม่ต้องการยอมรับความจริงใดๆ คาดว่า ตระกูลฮุนนั่นแหละอยู่เบื้องหลัง สงครามจะเกิดได้อย่างไรถ้าตัวใหญ่ในรัฐบาลไม่สั่งการ กระบวนการเคลมเป็นระบบ รัฐมนตรีอย่างนางเภือง สกุณา รมว.วัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ ของเขมรก็ร่วมด้วย..ว่ากันว่า กระบวนการสร้างเรื่องเล่าออนไลน์ มีกลุ่มสหภาพสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา หรือ UYFC (Union of Youth Federations of Cambodia) ซึ่งเป็นองค์กรเยาวชนขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศกัมพูชา เน้นเป็นพวกลูก elite หรือพวกเด็กมีฐานะ สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่ใช่วัยรุ่นนกคุ่มหลี คอยช่วยกันโพสต์อะไรต่างๆ สร้างการรับรู้สำหรับโลก ต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา        

การใช้เรื่องเล่าของเขมร พยามยามสร้างให้เกิดการรับรู้ว่า “ประเทศเล็กๆ ที่รักสงบโดนรังแก” และ “นี่คือประเทศที่เป็นต้นรากอารยธรรมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” วิธีเล่าหลักๆ คือ  1. การไปแก้ฐานข้อมูลที่มักถูกใช้อ้างอิง ( เช่นที่พยายามแก้ Wikipedia หรือใส่ข้อมูลเพื่อให้การสืบค้นทางกูเกิ้ล เป็นไปตามเขมรต้องการ ให้ภาพชุดเขมรเป็นภาพชุดไทย ) 2.การโพสต์ในเพจข่าวต่างๆ  สิ่งที่ไทยต้องสู้ คือ “การกำหนดเรื่องเล่า” และ “วิธีเล่า”

การกำหนดเรื่องเล่า ต้องสร้างแก่นเรื่องภาพใหญ่ขึ้นมาให้เกิดความจดจำได้ง่ายในระดับสากล อาจใช้เป็นคำจำหรือประโยค ซึ่งที่เคยทำเขมรดิ้นพล่านมาแล้วคือที่สื่อวอชิงตันโพสต์ ใช้คำว่า Scambodia  มีเขมรไปรุมถล่มเขาก็ชิลๆ เพราะมันเรื่องจริง แถมมีเนื้อหาข่าวอะไรมาเสริม กลายเป็นภาพจำหรือความเข้าใจให้ทั่วโลกไปซะได้ .. ล่าสุดเห็นฮุน มาเนต ออกมาขึงขังว่า กัมพูชาไม่ใช่ save haven ของพวกสแกมเมอร์ มีแต่คนหัวเราะเพราะแก้ต่างอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น

อีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ คือการเล่าเรื่องให้พฤติกรรมเคลมของเขมรเป็นเรื่องตลก พวกที่อยากมีหน้ามีตามักจะทนไม่ไหวถ้าต้องกลายเป็นตัวตลก อาจใช้แก่นในการเล่าว่า Khmer wanna be Thai เพราะอะไรหลายๆ อย่างที่เขมรอ้างว่าของตัวเองมันเป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าของไทย อย่างชุดไทย อาหารไทย หาสตอรี่อะไรมาเสริมให้แก่นเรื่องนี้ถูกเล่าอย่างแข็งแรง  ..แต่วิธีเล่านี่สิต้องคิดหนัก เพราะเหมือนคนประเทศฝั่งสามนาฬิกานี่ว่างมานั่งโพสต์ทั้งวันทั้งคืน มันจะง่ายขึ้นถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักพร้อมใจกัน“แหก” เขมร แบบตอนเวที MU ก็เป็นจุดตั้งต้นให้มีการบอกเล่าเรื่องเขมรในหลายมุม ผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น     

สิ่งที่น่าจะตบปากเขมรเคลมวัฒนธรรมไทยได้“น่าจะเด็ดขาด” ก็คือปลายปีชุดไทยพระราชนิยมได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้ แต่ถ้าเขมรอยากได้จนคลั่ง ก็คงพยายามสร้างเรื่องมาบลัฟไทยให้ได้.

ขอบคุณภาพจากเพจ Facebook : กระทรวงวัฒนธรรม

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่