ฝ่ายที่ไม่ชอบนโยบายรับผู้ลี้ภัยก็ว่า “เนี่ย ฝรั่งเศสเสียเงินไปกับการดูแลผู้ลี้ภัยจนกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวฝรั่งเศสจริงๆ” แล้วการประท้วงก็บานปลายไปถึงขั้นเผาเมือง ปล้นสะดม เอาของแบรนด์เนมที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเหลื่อมล้ำ มาขายแบกะดิน

ก็เห็นมี“คนไทยไม่มีความสุข”จำนวนหนึ่ง ไปชื่นชมเห็นดีงาม เปรียบเทียบกับบ้านเรา “ถ้าไม่เข้มแข็งขนาดนั้นก็อยู่กันไปอย่างนี้” บ้างก็มีเหน็บว่า คนไทยอดทนเกินไป ..คือจะให้มันมีม็อบให้ได้

น่าสงสัยใคร่ถามว่า จะให้มันมีม็อบ เพื่อ ?? แล้ววันนี้คนไทยอดทนกับอะไร ??  ถ้ายกเรื่องที่ให้บ่นบ้าว่าชีวิตห่วย มันก็มีให้บ่นได้ทุกอย่าง ให้ต้องอดทนไปหมด หมาเดินตัดหน้าก็เอามาบ่นได้ ตราบใดที่ยังไม่รวยก็ไม่พอใจชีวิต ..บอกว่า ไทยไม่เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องดูว่า ที่บ่น เพราะกลุ่มการเมืองที่ตัวเองเชียร์ไม่ชนะเลือกตั้งหรือเปล่า แบบว่า ไปเชื่ออินเทอร์เนต ฟังคนในห้องเสียงสะท้อน (echo chamber)ที่พูดไปในทางเดียวกันเยอะจนคิดว่า ไอ้ที่ตัวเองฟังมามันจริงแท้

บอกว่า ไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง คนรวยก็รวยเอาๆ คนจนก็จนลงๆ ก็ย้อนกลับไปที่ประโยค “ถ้าไม่รวยก็ไม่พอใจชีวิตกันหรอก” ความแตกต่างทางฐานะมันเป็นเรื่องปกติในโลกทุนนิยม มนุษย์ต่างก็แสวงหาโอกาสในทรัพยากรที่มี และต้องใช้การศึกษาพัฒนาการต่อยอด บางคนรวยขึ้นมาจากมันสมองสองแขนตัวเองเป็นสตาร์ทอัพ เป็นอินฟลูฯ ..ถ้าเขารวยด้วยมือตัวเองแล้วไปเหมาว่าเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำคงไม่ยุติธรรม ..คนไม่มีความสุขประเภทชอบไปแซะให้คนมีเงินจากการทำมาหากินไปช่วยคนจนก็เยอะน่ารำคาญ  

แล้วความยุติธรรมประเภทไหนที่ต้องการกัน ??  ถ้าเรื่องการกระจายทรัพยากรเป็นธรรม รัฐบาลประเทศนี้ก็พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล ในประเทศไทยรัฐบาลอุ้มไว้เยอะมาก ลองไปดูงบ สปสช. หรือค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลในประกันสังคมดู เรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรรัฐบาลก็ช่วยเยอะมาก กระตุ้นเศรษฐกิจก็ใช้นโยบายแจกเงินช่วย เพื่อให้เกิดกิจกรรมเศรษฐกิจจับจ่ายใช้สอย การอุดหนุนการศึกษารัฐบาลก็ทำเยอะ สำหรับกลุ่มเปราะบางก็ยังมีบัตรคนจน เรียกว่า รัฐบาลประเทศนี้ช่วยสวัสดิการเยอะมาก

คนที่ว่า ไม่เข้าถึงโอกาส บางกรณีก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วยว่า ได้ขวนขวายจะหาทางเข้าถึงโอกาสบ้างหรือเปล่า ถ้าคิดว่าตัวเองอาจอยู่ในกลุ่มตกสำรวจก็ต้องร้องขอ หรือการใช้ทรัพยากรรัฐบางกรณีต้องไปติดต่อเอง เขาไม่ได้เอามาทูนใส่พานให้หมด …จะเอารัฐสวัสดิการมากกว่านี้ ก็คงต้องปลูกจิตสำนึกเรื่องหน้าที่พลเมือง และการทำเพื่อส่วนรวมกันมากขึ้น การจัดเก็บรายได้ของรัฐต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากการไม่อยากจ่ายภาษีกัน จะขึ้นแวตทีก็มีข้อหารังแกคนจนที หรือไม่ก็ตั้งแง่ไม่อยากจ่าย บอกว่า รัฐบาลนี้เอาเงินไปโกงกิน

ถ้าพยายามจะให้ไม่เป็นธรรมให้ได้ เช่นว่า ทำไมที่ดินถึงแบ่งปันไม่เท่าเทียมกัน ทำไมต้นทุนการผลิตอื่นอย่างเครื่องจักรถึงไม่เท่าเทียมกัน ทำไมคนนั้นรวยกว่าคนนี้ได้ หาเรื่องเกลียดนายทุนทั้งที่การจ้างงานเกิดจากนายทุน  ..ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรกับพวกคิดแบบกินน้ำให้เห็นปลิงให้ได้ อางขนางไปกับทุกเรื่อง เอาเท่าเทียมกันจะเอาแบบเกาหลีเหนือหรือ ทรัพยากรอะไรเป็นของรัฐหมด ประชาชนเป็นแค่ผู้ผลิตส่งให้รัฐไปกระจายต่อให้เท่ากัน ..ก็ทนกันไม่ได้อีก อย่าเบียวการเมืองเยอะจนจะเป็นผู้ถูกกดทับตลอดเวลา

มีคนบางจำพวกที่ปั่นอะไรก็ขึ้นง่ายดายเหลือเกิน แถมขยายปัญหาดูประสาท เป็นพวกชอบพูดจาแบบเสพติดขั้นกว่าในทางร้าย เช่น พอมีข่าวเรื่องประเทศไหนมีวิกฤตอะไรก็อยากให้ไทยไปร่วมแจมในขั้นกว่า อารมณ์แบบ “ถ้าเธอปวดหัว ฉันจะต้องเป็นมะเร็งสมอง”… พูดว่าคนจนทั้งแผ่นดินบ้าง จะอดตายกันทั้งแผ่นดินบ้าง ประเทศไทยติดกับดักหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะจนจะฉิบหายบ้าง ไทยมีปัญหากับเขมร ก็จะให้เขมรชนะเรื่องแบ่งเขตแดนทะเลให้ได้  

เป็นคนไทยแล้วอยากเห็นประเทศไทยฉิบหาย ล่มสลายนี่แปลก ..ความเห็นประเภทนี้ในอินเทอร์เนตมีเยอะ อ่านแล้วก็ได้แต่งงว่า เขาอยู่ประเทศไหนกัน ? ประเทศไทยโอกาสในหลายด้านสูงมากเพราะเป็นศูนย์กลางอาเซียน ซึ่งอยากถามว่า ไม่พอใจในประเทศแล้วมีความสุขไหม แล้วอะไรจะช่วยเยียวยาได้บ้าง  

ประเทศไทยดูอย่างไรก็ไม่ได้ย่ำแย่ขนาดว่า ต้องปลุกม็อบเผาเมืองมาไล่รัฐบาล ใครจะเปรียบเทียบม็อบเผาเมืองเป็นดอกไม้ประชาธิปไตยก็ให้จุดไฟเผาบ้านตัวเองไปเงียบๆ เพราะการเผาเมือง การเกิดความไม่สงบมันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก เกิดการแฝงสร้างสถานการณ์ที่แกนนำม็อบรับผิดชอบไม่ได้ เกิดความไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพของประเทศ  

ยังมีวลีๆ หนึ่งที่มักถูกเอามาใช้เพื่อแสดงความไม่พอใจประเทศไทย คือ“ถ้าการเมืองดี”เป็นคำพูดในอุดมคติ ที่คาดหวังว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้ถ้าการเมืองดี แต่การเมืองดีมันไม่ได้แก้ไขปัญหาได้ทุกอย่าง ความโปร่งใสเพิ่ม แต่ถ้าสถานการณ์ทั่วโลกปั่นป่วน ภาวะข้าวของแพงหรือประเทศชาติเป็นหนี้เพราะรัฐบาลกู้เงินมาช่วยประชาชนก็ยังเกิด…จะว่าการเมืองไม่ดี เพราะพูดทุกอย่างไม่ได้ ก็แล้วจะให้ยกเลิกโทษหมิ่นประมาทหรือนำเข้าข้อมูลเท็จฯ หรืออย่างไร ?? เป็นความคิดประหลาดที่ว่าคนเราพูดทุกอย่างได้ ถ้ามันละเมิดหรือไปตอแหลใส่ใครก็ต้องรับผิดชอบ  

คำว่า“ดี”หรือ“ไม่ดี” มันอยู่ที่คนพูดพอใจหรือไม่พอใจ ถ้าเป็นกลุ่มการเมืองที่ตัวเองชอบบริหารบ้านเมืองอย่างไร ก็จะหาเรื่องให้การเมืองดีให้ได้ มันเป็นเรื่องธรรมดาของอคติ ..คนชอบน้ำเงิน ก็ว่าตอนนี้การเมืองไม่มีปัญหา ถ้าพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล คนชอบส้มก็จะดีใจว่า “ได้กลิ่นความเจริญ” พรรคแดง พรรคฟ้า ก็คงมีศัพท์ของตัวเอง

แล้วถ้าบอกว่า กฎ กติกา ในการเมืองมันไม่เป็นธรรม ต้องทำอย่างไร ??  ก็สร้างพลังให้เกิดการนำเสนอขับเคลื่อนทางสังคมให้ได้ ว่า “มีอะไรที่ไม่เป็นธรรมที่ต้องแก้ไข”ก็หานิโรธ..ทางดับทุกข์ ให้เจอ… ตัวอย่างในสายธารการแก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ก็รณรงค์ได้เป็นที่ประจักษ์ ว่า องค์กรอิสระมีปัญหาจากที่มา ที่ทำให้แทรกแซงได้ และกระบวนการตรวจสอบคานอำนาจองค์กรอิสระมันทำได้ยากมาก รวมถึงเรื่อง สว.ที่มีปัญหาที่มา พบบทเรียนแล้ว  ดังนั้น ต้องออกแบบใหม่ ก็กลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะรายมาตราหรือทั้งเล่มก็ได้ แต่ตอนนี้เห็นกระแสแก้รัฐธรรมนูญเบาๆ ไป เพราะเขาคงสนใจเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ หรือไม่ก็รอศาลสั่งสอบเพิ่มคดีฮั้ว สว. จะได้ปลุกกระแสรณรงค์ได้อีกรอบ

ถ้าไม่พยายามมองโลกให้ร้าย ก็นึกไม่ออกว่า ประเทศไทยกำลังอดทนกับอะไรจนสุดจะทนอยู่ ปล่อยให้ทุกอย่างขับเคลื่อนไปตามครรลอง  ไม่ต้องคิดว่าถึงเวลาลุกมาเอาอย่างยุโรป ประชาธิปไตยด้วยการสร้างความฉิบหายไม่ได้งาม.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
 

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่