ทำให้ต่อไปเมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณางบประมาณ ก็ตัดเงินฉัวะๆๆ ถ้าไทยพีบีเอสไม่สนองตอบต่อฝ่ายการเมือง แล้วแบบนี้สื่อสาธารณะไทยก็ไม่มีจริงน่ะเซ่ รัฐบาลจะครอบงำสื่ออีกแล้ว เราต้องช่วยกันต้านๆ ช่วยกันไปแสดงความไม่เห็นด้วยในเวบไซด์รัฐสภา ซึ่งเขาเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77
ไปๆ มาๆ ข้อมูลอีกด้านถูกปล่อยมามากขึ้น ว่า “คนในบางคน”ของไทยพีบีเอส“น่าจะเปรม” กับเงินงบประมาณจากภาษีบาป 2 พันล้านที่ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินอะไร ผันเงินไปจ้างคนกันเอง จ้างคนนอกผลิตรายการแบบแพงๆ โดยไม่ต้องใช้วิธีประมูล ทำเอาที่อยาก“เซฟ ไทยพีบีเอส” เริ่มกลับมามองข้อมูลอีกด้าน …ซึ่งก็มีคนโต้ว่า “จำเป็นต้องจ้างคนเก่ง เพื่อคุณภาพและความนิยมของรายการ” แต่คนอื่นเขาอาจไม่คิดแบบเดียวกัน เขาจะมองไปที่เรื่องธรรมาภิบาลการใช้เงิน พอเงินฟรีจากรัฐแล้วเอื้อพวกพ้องกันเองอ๊ะป่าว บังเอิญทำข่าวปลาหมอคางดำ,ตึก สตง.แบบเกาะติด ก็เลยป๊ะหน้าผากด้วยสติ๊กเกอร์คนดีได้ ..แล้วพนักงานมีมากมายไม่คิดปั้นคนข่าว?? ต้องจ้างบริษัทนอก
พอว่า ไทยพีบีเอสตรวจสอบไม่ได้ ก็มีคนเถียงว่า “การตรวจสอบทำได้โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง.) หรือเป็นรายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร” และว่า สภาฯ ก็อย่าให้เรื่องการรายงานผลการดำเนินงานเป็นแค่พิธีการซี อยากตรวจสอบก็เอาเลย เต็มที่…แต่อนิจจาเอ๋ย พอ สตง.ตรวจสอบเรื่องการใช้งบ ก็ว่า สตง.เป็นกลางอ๊ะป่าว.. เรามีหลักฐานนะ สตง.เคยทำหนังสือส่งมาให้ไทยพีบีเอสเพลาๆ เรื่องทำข่าวตึกเต้าหู้ถล่ม- เรื่องซื้อครุภัณฑ์ประดับตึกแพง .. เอ้า แล้วตกลงพอเขาตรวจสอบเรื่อง การใช้เงินเกี่ยวกับค่าตอบแทนพิธีกร-แขกรับเชิญ, การจัดซื้อจัดจ้างผลิตรายการ, การใช้รถหลวง –รถส่วนกลาง … ก็ตั้งแง่กับเขา แล้วสุดท้ายใครตรวจสอบไทยพีบีเอสได้
เรื่องความเป็นสื่อสาธารณะก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องความโปร่งใสก็อีกเรื่อง เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ สายตาแรกมุ่งไปที่ท่าทีของ “ผอ.จอบ”วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ( ผู้อำนวยการ ) ไทยพีบีเอส ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ไป เรื่องจะเข้ามาแก้ปัญหาภายในองค์กร แก้ไขข้อครหาเรื่องเอื้อพวกพ้อง จ้างคนนอก และอื่นๆ ถ้ามี ต่อไป..แต่ที่สังคมจับตาดูคือ “คนข่าวอาวุโส”บางคนที่ดูจะหากินอยู่ในไทยพีบีเอสมานาน จะออกมาพูดถึง “ความชอบธรรม”บ้างหรือไม่ หรือจะเงียบๆ ไป รอจังหวะกลับมาเป็นเสือนอนกินต่อ
แล้วเรื่องระเบียบอะไรต่างๆ “คณะกรรมการนโยบาย” จะทบทวนหรือเปล่า อย่าพูดถึงแต่คณะกรรมการบริหาร เพราะคณะกรรมการนโยบายยังมีอำนาจให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ แผนพัฒนาองค์กร แผนพัฒนาบุคลากร แผนการบริหารกิจการ แผนการจัดทำรายการ และแผนงบประมาณที่คณะกรรมการบริหารนำเสนอ
เรื่องปัญหาการใช้จ่ายภายในไทยพีบีเอส ถูกประกอบสร้างอยู่ในกรอบความคิดว่า “คนแก่ๆ ไม่กี่คน อาศัยนอนอุ่นกินสบายอยู่กับภาษีบาป และเอื้อพวกพ้อง” ทำให้ประเด็นเรื่องความเป็นสื่อสาธารณะ“ควรพ้นจากการที่รัฐพิจารณาจัดสรรงบประมาณ” พร่าเลือนไป ต้องเอาเวลามาแก้ต่างเรื่องนี้ ระวังจะมีปัญหาในการรณรงค์ …เผลอ ๆ ลูกหมั่นไส้จะออกมาว่า “นี่ไงเพราะไม่ต้องยื่นรายการของบประมาณให้รัฐตรวจสอบ เลยกินกันนิ่งเงียบ” พาลจะให้คนไม่สนใจเอาเรื่องรัฐบาลจะให้ไทยพีบีเอสมารับงบประมาณรายจ่ายประจำปี แล้วกฎหมายก็ได้แก้ ภาษีบาปส่งกลับรัฐ
ขอให้เชื่อเถอะ คนไทยขี้หมั่นไส้ กรอบวิธีคิดจะอยู่ที่ว่า “ต้องมีผู้รับผิดชอบ” ดังนั้น คุณจะเถียงว่าปัญหามาจากระบบมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องให้สังคมรู้ว่า ใครคือคนผิด และลงโทษอย่างไร เลิกจ้าง ปรับ ฯลฯ อะไรว่าไป กรณีไทยพีบีเอส เชื่อเถอะหลายคนเล็งไว้แล้วว่า “ใครผิดเรื่องมาหากินเงียบ” แต่เขายังไม่พูดออกมา สื่อหลายๆ สื่อไม่พูดอารมณ์แบบหยิกเล็บเจ็บเนื้อ หรือแมงวันไม่ตอมแมงวัน เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วพิจารณาตัวเองเสียว่าควรทำอะไร…
ได้อ่านความเห็นของ ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า คงเงินบำรุงไว้สองหน่วยงาน (ไทยพีบีเอส และ สสส.) ยกเลิกเงินบำรุงสองกองทุน (กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ) และให้ทั้งสี่หน่วยงานอยู่ภายใต้ระบบกำกับตรวจสอบกลาง เกณฑ์ที่ใช้แบ่งกลุ่ม คือ ภารกิจนั้นต้องการความเป็นอิสระจากรัฐบาลจริงหรือไม่ หากต้องการจริง ช่องทางการเงินที่ปลอดจากการต่อรองรายปีย่อมเหมาะสม ( แต่ความเป็นอิสระ ขึ้นกับธรรมาภิบาลและหลักประกันทางกฎหมายมากกว่าวิธีการจัดสรรเงินเพียงอย่างเดียว )
1.การประเมิน ใช้คณะผู้ประเมินอิสระถาวร สังกัดหน่วยงานของรัฐสภา มิใช่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการสรรหาผู้ประเมินประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ผู้ประเมินมีวาระแน่นอนและมีงบประมาณของตนเอง แต่ละกองทุนมีการประเมินทุก 4 -5 ปี
2. ใช้หลัก comply-or-explain โดยรัฐบาลต้องตอบข้อเสนอแนะของคณะผู้ประเมินทุกข้อต่อสาธารณะภายในระยะเวลาหนึ่ง เช่น 90 วัน และหากไม่ปฏิบัติตามผลการประเมิน ก็ต้องชี้แจงเหตุผลต่อรัฐสภาและสาธารณะ 3. มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลเดียวกัน ได้แก่ สัดส่วนค่าใช้จ่ายบริหาร นโยบายเงินสำรอง ผลลัพธ์ตามตัวชี้วัด และรายชื่อผู้รับทุน พร้อมการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อนในรูปแบบข้อมูลเปิด
ไทยพีบีเอส ควรคงเงินบำรุงภายใต้เพดานเดิม และเปลี่ยนวิธีกำหนดวงเงินเป็นกรอบ 4 ปีที่เสนอโดยคณะกรรมการประเมินอิสระ สำหรับไทยพีบีเอส และ สสส. สิ่งที่ได้คือ หลักประกันทางกฎหมายสำหรับแหล่งเงินและความเป็นอิสระ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ การประเมินโดยผู้ประเมินอิสระ เพดานเงินสำรอง และการเปิดเผยข้อมูลที่เข้มขึ้น
ถ้าจะให้ปรับเรื่องมีผู้ประเมินอิสระ ก็ต้องไปแก้ไข พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 แต่ต้อง “ป้องกัน”ให้ที่มาของรายได้ไทยพีบีเอสยังมาจากภาษีบาป หรือให้ สส.เสนอกฎหมายประกบขึ้นไปกับที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยเสนอ ผ่านวาระแรกแล้วไปปรับกันใน กมธ.
เมื่อมีข้อครหา การปรับเปลี่ยนอะไรที่เป็นทางกฎหมาย ก็เข้าสู่ระบบสภา กำหนดผู้ประเมินก่อน ถึงจะจัดการรายละเอียดยิบย่อยในระดับกฎองค์กร.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



