ที่ทำให้คนไทยชักจะรู้สึกว่า “เกินเหตุไปแล้ว” เรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมแอคชั่นตอบโต้บ้าง มากกว่าการจัดนิทรรศการ
จะหวังเวทีมิสยูนิเวิร์สใหญ่กำราบเอา ให้เหมือนเวทีมิสเวิลด์ก็ยาก เพราะเจ้าของยังลูกผีลูกคนอยู่เลยว่า เป็นใคร แถมไทยก็ตกเป็นคู่กรณีในศึกชิงเวทีจักรวาล ไม่รู้ว่าฝั่งผู้จัดที่เปอร์โตริโกจะให้เขมรเข้าลึกตอบโต้ไทยหรือเปล่า
เมื่อ“รมต.ดีด้า”ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม แถลงว่าจะทำอะไรก็ยังไม่ชัด มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “จะฟ้องข้อหาตอแหลได้เหรอ มันมีกฎหมายด้วยเหรอ ??” จะประท้วงไปยังเวทีประกวดก็ไม่ช่วยอะไร เพราะเรื่องรูป เรื่องเดินแบบ มันก็เป็นแค่จุดเล็กๆในปัญหาใหญ่ การเคลมวัฒนธรรมนั้นเขมรเล่นใหญ่เล่นโตไปมากนัก อาหาร เทศกาล แล้วยังมีละเมิดลิขสิทธิ์พวกหนังละคร ( เคยเอาละครพิษสวาทลอกไปทั้งดุ้น เปลี่ยนเป็นพิษเสน่ห์ ) หรือเพลง ก็ก๊อปของไทยกระจาย..แนวทางของกระทรวงวัฒนธรรม ที่จัดนิทรรศการชุดไทย มันก็ไม่ผิดหรอก แต่มัน“ไม่แก้ปัญหาทั้งหมด”
ทำไมเขมรถึงอยากเป็นไทยนัก ? ก็คงเพราะความอยากมีตัวตนในสายตาโลก เป็นตัวตนแบบไม่น่าสมเพชที่มีแต่มิจฉาชีพ ทุนเทา เกลื่อนประเทศ แล้วตอนนี้สีหนุวิลล์กับปอยเปตฉิบหายไปแล้ว ไม่อยากดูน่าสงสารที่มีประวัติศาสตร์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อยากมีอะไรสวยๆ งามๆ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ให้ตัวเองภูมิใจ แต่จะให้สร้างเองก็คงเกินกำลังสมอง อ๊ะ..เห็นอะไรสำเร็จรูปแถวๆ ข้างบ้านก็อวดอ้างเป็นของตัวเองซะเลย ง่ายดี อาศัยช่องโหว่ทางประวัติศาสตร์ที่เขมรไม่ค่อยบันทึกอะไร หรือถึงบันทึกก็หายไปกับช่วงเขมรแดงเยอะ เนียนแถๆ ไป ถ้าแถไม่สำเร็จก็หน้าด้านใส่ว่า “วัฒนธรรมเขมรเก่ากว่า ดังนั้น เขมรมีสิทธิ์ใช้” ถ้าอยากได้สิทธิ์ใช้อะไรที่เป็นแบบเก่าจริงๆ ชาวเขมรคงได้แต่งตัวเป็นคนป่า
พอ วธ.ตอบโต้ไป เขมรก็ชะงักไปวันนึง จากนั้น Neth preaktra รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารของกัมพูชา ก็ออกมาโพสต์ตอบโต้ “กัมพูชาไม่ใช่เพียงดินแดนแห่งวัดโบราณและมรดกทางวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมและอารยธรรมเขมร ซึ่งถูกสร้าง รักษา และอนุรักษ์ไว้ตลอดหลายศตวรรษแห่งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ภาษา วรรณกรรม ศาสนา ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี และการเต้นรำ ไปจนถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิถีชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา ล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ของชาติเขมร
ชาวเขมรสืบทอดมรดกที่บรรพบุรุษส่งต่อมา และต้องอนุรักษ์ ปกป้อง พัฒนา และส่งต่อมรดกนั้นไปยังคนรุ่นหลัง เราทำอะไรเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านี้ เยาวชนกัมพูชาเข้าใจประวัติศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และคุณค่าทางวัฒนธรรมของตนเองมากน้อยเพียงใด? เราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของมรดกของเราหรือไม่ หรือปล่อยให้ผู้อื่นบอกเล่าเรื่องราวแทนเรา ? เราต้องส่งต่อให้คนรุ่นหลังโดยไม่ปล่อยให้เอกลักษณ์และคุณค่าของมันสูญหายไป”
รัฐมนตรีประโลมโลกย์ เขียนอะไรเสียใหญ่โต ใจความสำคัญคือ “เราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของมรดกของเราหรือไม่” แปลว่า ยุให้โพสต์ลงอินเทอร์เนตเยอะๆ .. เขมรอยากทำอะไรเพื่อปกป้องวัฒนธรรมตัวเองก็ควรไปเรียนประวัติศาสตร์สากล .. เขมรรู้หรือเปล่าเถอะ “วัฒนธรรมตัวเอง”คืออะไร หรือรู้จักแต่ “วัฒนธรรมที่อยากได้ อยากเป็น” ความอยากพัฒนาไปสู่การบิดเบือน มีขบวนการสร้างความเท็จ ..ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ต้องอับอายขายขี้หน้าหากไม่เท่าทันเขมร รัฐบาลรู้หรือยังว่า เขมรไปบิดเบือนเนื้อหาในโลกโซเชี่ยลฯ แค่ไหนแล้ว หน่วยงานรัฐไทยได้ปกป้องวัฒนธรรมตัวเองหรือยัง ??
เราได้ยินคำว่า “แปะธง” คือเขมรเอาภาพอะไรที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น กำเริบเสิบสานไปแปะธงเขมร ทำโพสต์ว่า นี่คือศิลปวัฒนธรรมกัมพูชา ต่อมา ก็นำไปสู่การบิดเบือนสร้างสตอรี่ของภาพนั้น อย่างภาพหญิงไทยในราชสำนัก ก็ไปเขียนว่า เป็น Princess of Cambodia ไปปรับแก้สตอรี่ในบทความของเวบไซด์ Wikipedia เพื่อแอบอ้างว่า “สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเขมรโบราณ” ต้องใช้คำว่า โบราณ เพราะภูมิปัญญาปัจจุบันทำยังไงก็ลอกเลียนแบบให้มันดีไม่ได้ หรือถ้าเลียนแบบยังไงก็ไม่ไหว ไม่คือ ก็บอกหน้าด้านๆ ว่า ของมันคือ original ขนาดผัดไทยมันยังเคยแอบอ้าง เอากะเหมนสิ
และเหมือนเขมรทำงานโดยมีไอโอ เอาภาพไทยๆ เก่าๆ ไปอวดอ้างตามสื่อโซเชียลฯ ต่างๆ กุเรื่องว่านี่คือคนเขมร บิดเบือนการรับรู้ของ AI จนเพี้ยน กลายเป็นว่า เมื่อสืบค้นข้อมูล อะไรที่เป็นไทย เอไอจะเข้าใจว่า นี่คือเขมร เนื่องจากปริมาณข้อมูลเท็จที่เขมรนำเข้าไปมีเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญคือ เป็นข้อมูลที่ใช้ภาษาอังกฤษกำกับ ทำให้น่าเชื่อได้ว่า มีพวกเขมรที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศร่วมเป็นขบวนการ เนื่องจากอยากให้โลกรับรู้ความเป็นเขมรที่ยิ่งใหญ่ มีอารยะธรรม ไม่ใช่ประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ดี ก็โดนผู้นำกึ่งเผด็จการบีบให้คนโง่ จน เจ็บ
ปัญหาคือ “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เห็นความจำเป็น ความสำคัญของการแก้ไขให้ถูกต้องแค่ไหน” ถ้าจะบอกให้เป็นวัฒนธรรมร่วม ก็ต้องสร้างความเข้าใจให้เห็นว่า “งั้นต้นรากมันเป็นอย่างไร ในแต่ละภูมิภาค ( ซึ่งย่อยกว่าประเทศ ) นำไปดัดแปลงให้เหมาะสมกับตัวเองอย่างไร” อย่างผ้าคลุมเบี่ยงไหล่ ลาวก็ทำสไบแบบลาว ซึ่งสั้นกว่าของไทย ทำไมจึงไม่มีปัญหา ? เขมรนั้นพยายามก๊อปปี้ให้เหมือนทุกกระเบียด แล้วนำมาใช้กดไทยว่า “ต้นตำรับเป็นของเขมร” ซึ่งในด้านความรู้สึกเฉพาะหน้า มันคือเกียรติ ศักดิ์ศรี ที่ไม่ชอบให้ใครมาข่ม โดยเฉพาะกับผู้ที่พยายามหาเรื่องเราตลอด
ดูเหมือนมีหลายหน่วยงานด้วยซ้ำที่เกี่ยวข้อง อย่างเรื่องแบบเรียน สองอาทิตย์ก่อนมีนักข่าวไปถามกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ตอนนี้เงียบอีกแล้ว .. แล้วเรื่องการบิดเบือนออนไลน์ เรื่องข่าวเท็จ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ( ดีอี ) จะมีส่วนร่วมในการดูแลอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะถ้ารู้ว่า มีการบิดเบือนข้อมูลบนแพลตฟอร์มสากล และเช่นนั้น หน่วยงานไหนควรจะจัดข้อมูลด้านวัฒนธรรมไทย ที่แปลเป็นภาษาต่างๆ ขึ้นเผยแพร่ ..เห็นกระทรวงวัฒนธรรมทำแล้ว แปลสัมภาษณ์ รมต.ซาบีดาล่าสุด
มีคนแนะนำไว้ถึงวิธีตอบโต้เขมร ซึ่งไม่รู้ว่า ทางรัฐไทย หรือภาคประชาชน ภาคสื่อมวลชนไทยจะสนใจหรือไม่ เขาว่า ให้ดูตอนที่สื่อต่างประเทศพาดหัวว่า Scambodia เห็นดิ้นกันทั้งประเทศ ..ดังนั้น การสถาปนาการรับรู้คือ “ทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นข่าวในกรอบที่ว่า เขมรแอบอ้างวัฒนธรรมไทย” ถ้าเคลื่อนไหวให้เป็นข่าวให้ดี สำนักข่าวต่างๆ ก็จะทำข่าว สำนักข่าวต่างประเทศก็ทำแล้วเผยแพร่เป็นภาษาที่ 2-3-4-5 จากนั้นให้เกิดการสถาปนาข้อมูลข่าวสารอีกชุด ไปโต้แย้งสิ่งที่เขมรพยายามยัดเยียดลงโลกโซเชี่ยลฯ ..เชื่อเถอะว่า สิ่งที่ทำให้เขมรเกลียดที่สุด คือการประจานให้เป็นตัวตลก ไอ้ที่เคลมๆ ไทยก็เพราะอยากมีหน้ามีตา
อย่างไรก็ตาม ความที่เรื่องเคลมมันกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศไปแล้ว จะให้ประชาชนช่วยด้วย รัฐจะ “เปิดก่อน”อย่างไร เพราะรัฐเป็นแหล่งให้ข่าวที่ดีที่สุด มีคนคาดหวังไปถึง “รมต.อ้วน”สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ เดินเกมใช้การเจรจาเขตแดนคุยกับเขมรเรื่องเคลมวัฒนธรรมด้วย.
ขอบคุณภาพจากเพจ Facebook : กระทรวงวัฒนธรรม
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



