อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความกังวลใจที่เกิดขึ้น “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากพาไปย้อนดู “จักรวาลกะเพรา” ว่า ทำไมพืชชนิดนี้จึงพิเศษและเป็นพืชที่คนไทยหลงรักมากอีกชนิดหนึ่ง จนครั้งหนึ่งเคยเกิดกระแสร้อนเป็นไวรัลถึงขั้นมีการตั้งแคมเปญ “ทวงคืนผัดกะเพรา” กันมาแล้ว ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนไปค้นหาแง่มุมของ “พืชที่คนไทยเลิฟมาก” ชนิดนี้กัน…

จากมิติพืชสู่ตำนานศักดิ์สิทธิ์

เริ่มจาก “มิติทางพฤกษศาสตร์” โดยกะเพราถูกบันทึกเอาไว้ว่า มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในอนุทวีปอินเดีย หรือภูมิภาคเอเชียใต้ในปัจจุบัน ก่อนจะแพร่กระจายสู่ภูมิภาคอาเซียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยมักจะแบ่งกว้าง ๆ เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ “กะเพราขาว” กับ “กะเพราแดง” ขณะที่อีกแง่มุมน่าสนใจที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ “กะเพราในมิติทางเทววิทยา” โดยมีบันทึกระบุว่า ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูถือว่า “กะเพราคือพืชศักดิ์สิทธิ์” เพราะเชื่อว่า เป็นอวตารของพระแม่ลักษมี โดยมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า  “ตุลสี” (Tulsi) ทำให้คนอินเดียที่นับถือพระแม่ลักษมี นิยมปลูกกะเพราไว้หน้าบ้านเพื่อบูชา และยังนำกิ่งก้านที่แห้งแล้วของกะเพรามาทำเป็นลูกประคำซึ่งมีชื่อเรียกว่า “ตุลสีมาลา” ด้วยเชื่อว่า ลูกประคำที่ทำจากกะเพราสามารถใช้ขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้

จากเอเชียใต้มาสู่อุษาคเนย์

จากพืชที่ถูกบูชาในศาสนาฮินดูมาตั้งแต่ยุคโบราณ กะเพราได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาหยั่งรากในดินแดนอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน โดยนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าการที่กะเพราเดินทางมาดินแดนแถบนี้ น่าจะมาพร้อมกับการเผยแผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผ่านกลุ่มพราหมณ์ที่เข้ามารับใช้ราชสำนัก และผ่านกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาทำการค้าขายในภูมิภาคดังกล่าว ก่อนที่กะเพราจะกระจายตัวเติบโตตามธรรมชาติจนกลายไปเป็น “พืชประจำบ้านคู่ครัว” คนในดินแดนแถบนี้ รวมถึงคนสยาม หรือคนไทยในอดีตนับตั้งแต่นั้น โดยบันทึกทางประวัติศาสตร์ในเอกสารเก่าแก่หลายฉบับเคยเขียนถึง “กะเพรา” เอาไว้ เช่น  “จดหมายเหตุลาลูแบร์” ราชทูตฝรั่งเศสในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคกรุงศรีอยุธยา ที่บันทึกถึงกะเพราว่า “เป็นผักบางชนิดที่มีกลิ่นดี”

หรือช่วงยุคต้นกรุงรัตโกสินทร์ใน “บันทึกของหมอบรัดเลย์” นายแพทย์อเมริกันคนสำคัญ ผู้วางรากฐานการแพทย์ยุคใหม่ กับรากฐานให้กับกิจการพิมพ์ยุคแรกของไทย ก็เคยเขียนบันทึกถึงความหมายของกะเพราไว้ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ว่า “คือผักอย่างหนึ่ง ต้นเล็ก ๆ ใบมีกลิ่นหอม ใช้แกงกินบ้าง ใช้ทำยาบ้าง”  และนี่เป็นเส้นทางโดยสังเขปเกี่ยวกับการเดินทางของกะเพราซึ่งเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลจากบ้านเกิดในภูมิภาคเอเชียใต้ จนมาลงหลักปักฐานที่ภูมิภาคอาเซียนในปัจจุบัน และกลายเป็น “พืชที่คนไทยเลิฟเวอร์ที่สุด” จนถึงปัจจุบัน

เป็นเมนูป๊อปมาตั้งแต่อดีต

เท่าที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้สืบค้นจากหลายแหล่งข้อมูล ก็พบหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงความ “ป๊อปปูลาร์” ของผัดกะเพรามาตั้งแต่ในอดีต เช่น พบหลักฐานในหนังสือเก่าราวปี พ.ศ. 2476 ระบุถึงผลิตภัณฑ์เครื่องแกงสำเร็จ “ตราหม้อพานทอง” ของนางเล็ก ทิพย์วิสาร ที่ได้มีการลง “โฆษณาประกาศขายพริกผัดกะเพรา” ในหนังสือดังกล่าว และในช่วงปี 2490-2497 ได้เคยมีการเผยแพร่ “สูตรเนื้อวัวเนื้อไก่ผัดกะเพรา” ของ หม่อมหลวงหญิงติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ออกอากาศทางวิทยุ อส. และยิ่งมาพีกในหมู่คนไทยเป็นวงกว้างมากขึ้นใน ยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ดำเนิน “นโยบายสร้างชาติ” ซึ่งได้จัดประกวดอาหารประจำชาติ และ 3 เมนูสำคัญคือ ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย ก็ได้รับเลือกเป็น “เมนูประจำชาติ” ของไทย

จากเมนูประจำชาติสู่เมนูเวิลด์คลาส

ปี 2566 “ผัดกะเพรา” กลายเป็น “เมนูดังระดับโลก” เมื่อแพลตฟอร์มอาหารระดับโลกอย่าง “TasteAtlas” ประกาศให้ผัดกะเพราคว้า อันดับ 1 ในประเภท “เมนูผัดที่ดีที่สุดในโลก” เฉือนชนะเมนูผัดระดับตำนานอย่าง กงเป่าจีติง (ไก่ผัดถั่วลิสง) ของจีน, ทิปส์ (เนื้อผัดเครื่องเทศ) ของเอธิโอเปีย รวมถึงยากิโทริของญี่ปุ่น และในปีเดียวกัน ผัดกะเพรายังคว้าอันดับ 3 ได้ในหมวด “100 เมนูที่ดีที่สุดในโลก” ส่งผลให้สตรีทฟู้ดจานด่วนของไทยขึ้นแท่นเป็นเมนูเวิลด์คลาสทันที นอกจากนี้จากกระแสดังกล่าวนี้ก็ทำให้ภาครัฐและเอกชนร่วมกันจัดอีเวนต์ชื่อ “World Kaphrao Thailand Grand Prix” เพื่อเฟ้นหายอดฝีมือในการผัดกะเพราโดยหวังผลักดันให้เมนูนี้ก้าวสู่สากลเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนเมนูผัดกะเพราสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ธุรกิจอาหารของไทยในแต่ละปีจำนวนไม่น้อย

อนาคตที่ยังต้องติดตามต่อไป

นี่เป็นข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาประมวลไล่เรียงไว้เพื่อให้เห็นความ “ป๊อปปูลาร์ของกะเพรา” ที่ไม่ได้เพิ่งจะมาป๊อป แต่ป๊อปมานานแล้วตั้งแต่อดีต จึงไม่แปลกที่คนไทยเลิฟเวอร์ รวมถึงหวงแหนกะเพรามากจนถึงขั้นเคยเป็น “วิวาทะร้อน” จนเกิดแคมเปญ “#ทวงคืนกะเพรา” มาแล้ว ซึ่งเมื่อมีข่าวการขึ้นทะเบียนกะเพราก็จึงทำให้หลายคนกลัวจะกระทบอนาคตของเมนูคู่ครัวคนไทย ซึ่งก็หวังว่าจะไม่เป็นการเด็ดดอกไม้ที่สะเทือนไปถึงดวงดาวก็แล้วกัน.

                                                                                                                        ทีมสกู๊ปเดลินิวส์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี. บทความ “ผัดกะเพรา ศตวรรษที่เพิ่งสร้างและหนทางข้างหน้า” (อ้างอิงหลักฐานสูตรอาหาร หม่อมหลวงหญิงติ๋ว ชลมารคพิจารณ์ ทางวิทยุ อส. พ.ศ. 2490–2497 และเครื่องแกงสำเร็จรูป พ.ศ. 2476) 
  • ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก. รายการ/บทความ “เปิดประวัติ ‘ผัดกะเพรา’ เมนูสร้างชาติ สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม” (ข้อมูลจากคอลัมน์ ‘ตู้กับข้าว’ โดย สุทัศน์ ศุกลรัตนเมธี หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 มิถุนายน 2562)  
  • จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ (Du Royaume de Siam). บันทึกการเดินทางของซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส พ.ศ. 2230 (ค.ศ. 1687) 
  • อักขราภิธานศรับท์ (Dictionary of the Siamese Language). โดย ดร.แดน บีช บรัดเลย์ (หมอบรัดเลย์) พ.ศ. 2416  
  • เพจ Phat KAPHRAO World Champ. บทความเผยแพร่ข้อมูลประวัติศาสตร์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของผัดกะเพรา  
  • TasteAtlas. รายงานการจัดอันดับอาหารโลก: “100 Best Stir-fries in the World”