เกี่ยวกับปัญหาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้น ปัจจุบันพบว่า… ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ได้คุณภาพและมาตรฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลัง “ความต้องการใช้บริการ” ศูนย์ดูแลประเภทนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่ประเทศไทยก้าวสู่ “สังคมสูงอายุระดับสมบูรณ์” จนส่งผลให้ “ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเติบโตรวดเร็ว” อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ก็ตามมาด้วย “ปัญหาด้านมาตรฐาน” เนื่องจากการที่มีศูนย์ดูแลประเภทนี้เกิดใหม่เยอะ ก็อาจส่งผลทำให้ “เกิดช่องโหว่” ด้านการควบคุม…
จนไม่สามารถเอ็กซ์เรย์ตรวจสอบได้ทุกศูนย์
ทุกข์หนักก็เลยตกอยู่กับผู้สูงอายุที่ใช้บริการ
แทนที่ชีวิตจะดีขึ้นก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า… “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” เป็นธุรกิจบริการดาวรุ่ง โดยเฉพาะหลังจากไทยก้าวสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของทั้งประเทศ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ส่งผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเติบโตอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากข้อมูลที่จัดทำโดย สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ซึ่งระบุว่า… ข้อมูลในเดือน มิ.ย. 2568 พบการจดทะเบียนดำเนินกิจการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศทั้งหมด 2,331 ราย โดยส่วนใหญ่ขอเปิดดำเนินกิจการเป็นศูนย์ขนาดเล็ก จำนวน 2,299 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 98.63 ของธุรกิจนี้ทั้งหมด โดยพบมูลค่าการลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ของปี 2568 แตะระดับหลักหมื่นล้าน โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจดังกล่าวอยู่ที่ 16,182.26 ล้านบาท!!…
นี่เป็นตัวเลขน่าสนใจที่ทาง สนค. เปิดเผยไว้
เพื่อฉายภาพถึง “การขยายตัว” ของธุรกิจนี้
ขณะที่อีกหนึ่งข้อมูลน่าสนใจก็คือ สนค. เคยมีการรายงานเอาไว้ว่า… เมื่อปี 2567 พื้นที่กรุงเทพฯ มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมากที่สุด อยู่ที่ 928 ราย และรองลงมาคือภาคกลาง อยู่ที่ 491 ราย ส่วนอันดับสาม ได้แก่ ภาคเหนือ อยู่ที่ 241 ราย โดยภาคใต้นั้นครองแชมป์พื้นที่ซึ่งมีการขยายตัวของธุรกิจนี้มากที่สุด… และตัวเลขเหล่านี้ก็ยิ่งฉายภาพชัดเจนว่า…
“ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” เป็นธุรกิจดาวรุ่งยุคนี้

อย่างไรก็ตาม ในเชิงเศรษฐกิจและการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง หากแต่เรื่องของ “มาตรฐานคุณภาพบริการ” ในมุมนี้ก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะการเติบโตและเพิ่มขึ้นของจำนวนศูนย์ดูแลผู้สูงอายุนั้นกลับตามมาด้วย “ปัญหาสารพัด” จนทำให้เกิดกรณีสะเทือนใจอยู่บ่อย ๆ เมื่อมีการเข้าไปตรวจสอบศูนย์บางแห่งและพบว่า… ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีคุณภาพตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่เข้าไปใช้บริการ “มีชีวิตเหมือนตกนรก” โดยยังไม่นับรวมกรณีจาก “ศูนย์ดูแลเถื่อน” ที่ไม่ได้มีการจดทะเบียนกิจการอย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญของสังคมสูงวัยไทย
สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น เคยมีผู้เชี่ยวชาญออกมา “เตือนภัย” เรื่องนี้เป็นระยะ ๆ เช่น ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ อาจารย์คณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งสะท้อนเรื่องนี้ไว้ใน “นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.)” ว่า… สถานดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันหลัก ๆ มี 3 รูปแบบ คือ…เนิร์สซิ่งโฮม ให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ออกไปข้างนอกลำบาก หรือป่วยติดเตียง, เดย์แคร์ บริการดูแลแบบเช้าไป-เย็นกลับ และ คอนโดมิเนียมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันคาดว่า… จะมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศรวมกันแล้วมากกว่า 4,000 แห่ง แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ในจำนวนสถานดูแลกว่า 4,000 แห่งนั้นมีเพียงแค่ 1,000 กว่าแห่งเท่านั้น ที่จดทะเบียนถูกต้องกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)
นี่เป็นสถานการณ์น่าเป็นห่วงที่มีการระบุไว้
จนยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ
หากหลงเข้าไปใช้บริการศูนย์ดูแลเถื่อน
ขณะที่ ธนัช ธรรมิสกุล หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) ก็เคยออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า… ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีปัญหาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสถานดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยการร้องเรียนนั้นมีตั้งแต่… ปัญหาการบริการไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพในการดูแล รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ อย่างไรก็ตาม ที่น่ากังวลและน่าเป็นห่วงมากกว่าคือ “ปัญหาการหลอกลวง” ซึ่งพบกรณีมากขึ้นในช่วงหลัง โดยวิธีการที่พบคือ บริษัทนายหน้าจัดหาผู้ดูแลจะส่งคนที่ไม่มีทักษะความเชี่ยวชาญมาให้บริการ แต่เมื่อผู้บริโภคพบว่า… ผู้ดูแลไม่มีคุณภาพ และเมื่อขอคืนเงินค่าบริการกลับถูกบริษัทปฏิเสธ จนนำไปสู่การฟ้องร้องคดีกัน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเหล่านี้มักมีกลอุบายหลบเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้วิธีส่งคนทำงานให้เพียงไม่กี่วัน แล้วปล่อยให้เกิดปัญหา เพื่อให้คดีความที่เกิดขึ้นกลายเป็นเพียงคดีแพ่งธรรมดาเท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบเล่ห์กลต่าง ๆ อีกหลายรูปแบบของบริษัทนายหน้ารับจัดหาผู้ดูแลผู้สูงอายุ เช่น โฆษณาชวนเชื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการสร้างภาพรีวิวสวยหรู ให้เห็นอุปกรณ์ทันสมัย และสถานที่สะอาด เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคให้เลือกใช้บริการ ซึ่งเหยื่อที่หลงกลอุบายนี้มักจะเป็นคนที่กำลังมองหาศูนย์หรือผู้ดูแลอย่างเร่งด่วน จึงมักตัดสินใจเลือกใช้บริการโดยยังไม่ได้ตรวจสอบ เช่น ไม่ได้ตรวจสอบใบอนุญาตและสถานที่จริง หรือการจดทะเบียนจัดตั้งสถานดูแล โดยหัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยังเตือนผู้บริโภคเพิ่มเติมไว้อีกว่า… ปัจจุบันปัญหาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ได้มาตรฐานกำลังมีแนวโน้มน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อย ๆ จากการที่มีความต้องการของตลาดนี้ค่อนข้างมาก จนทำให้มีคนบางกลุ่มเข้ามากอบโกยผลประโยชน์โดยไม่รับผิดชอบ ด้วยการ “ตั้งบริษัทลมเพื่อจดทะเบียนเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” ทั้งที่ไม่มีมาตรฐาน หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนที่คิดใช้บริการต้อง “ตรวจเช็ก-ตรวจสอบ” ให้ดี ก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการ
“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย ผู้บริโภคควรตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยไม่ควรเชื่อเพียงภาพโฆษณาหรือรีวิวบนโลกออนไลน์ แต่ควรตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคล งบการเงินผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และที่สำคัญคือต้องไปตรวจสถานที่จริงก่อนตัดสินใจเสมอ เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกับคุณพ่อคุณแม่ที่จะมีคนช่วยดูแล ก็อาจกลายเป็นการทำให้พ่อแม่ต้องตกนรกทั้งเป็นอยู่ในศูนย์ดูแลที่ไม่ได้คุณภาพและมาตรฐาน”… นี่เป็น “มุมสะท้อน” น่าสนใจ
ว่าด้วย “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” อีกหนึ่งธุรกิจดาวรุ่ง
ที่ถึงแม้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในเชิงมูลค่าได้
แต่ก็ตามมาด้วยปัญหามากมายเรื่องมาตรฐาน
ที่ทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง “ต้องจัดระเบียบให้ได้”
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



