ทั้งนี้ สำหรับ “ปรากฏการณ์น่าสนใจ” ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่เพื่อแทนที่บอร์ดชุดเก่า โดยมีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 1,003,615 คน ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับสถิติเก่าของปี 2566 พบว่า… สัดส่วนการใช้สิทธิของนายจ้างเพิ่มขึ้น 733% และของผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 533% จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเรื่องนี้ก็มีการวิเคราะห์ผ่านมุมมองของนักวิชาการและตัวแทนผู้ประกันตนบางส่วนที่สะท้อนเอาไว้เพื่อฉายภาพ “ปรากฏการณ์เกินล้าน”
เพื่อเลือกตั้งบอดร์ประกันสังคมครั้งนี้
ในระหว่างที่รอลุ้นผลอย่างเป็นทางการของการ “เลือกตั้งบอร์ดคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่” เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2569 กรณีนี้ก็น่าที่จะใช้จังหวะเวลานี้ “ถอดรหัสปรากฏการณ์” จากการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งล่าสุด เนื่องจากได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเอาไว้หลายเรื่อง โดยเฉพาะ “ปัจจัยสำคัญ” ที่ทำให้คนออกมาใช้สิทธิครั้งนี้แบบถล่มทลาย… เกี่ยวการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานนี้ กรณีนี้ “มีตัวเลขน่าคิด” และ “สถิติที่น่าสนใจ” เกิดขึ้นมากมายในการเลือกตั้งหนนี้ โดยมีจำนวนผู้ใช้สิทธิสูงถึง 1,003,615 คน แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 12,200 คน และผู้ประกันตน 991,415 คน โดยเมื่อเทียบกับปี 2566 สัดส่วนการใช้สิทธิของนายจ้างเพิ่มขึ้น 733% และผู้ประกันตนเพิ่มขึ้น 533%
ที่ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรสังคมได้บ้าง
รวมถึงอาจสะท้อนสิ่งที่ผู้ประกันตนคิด
จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าตกใจนี้

จะเด็จ เชาวน์วิไล
ทั้งนี้ ปรากกฏการณ์ดังกล่าว มีมุมวิเคราะห์เอาไว้น่าคิดจากนักวิชาการและฝั่งตัวแทนของผู้ประกันตนที่สะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ เริ่มจาก จะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่พาย้อนกลับไปถึง “จุดเริ่มต้นของประกันสังคม” ว่า… ปี 2533 แรงงานไทยในพื้นที่อุตสาหกรรมย่านอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่, พระประแดง และรังสิต เต็มไปด้วยความไร้หลักประกันชีวิต ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำ แต่เมื่อยามเจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุนอกจากงาน หรือกระทั่งการลาคลอดกลับไม่มีสวัสดิการใดรองรับแรงงานเหล่านี้เลย จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ยาวนานเกือบ 2 ปีของกลุ่มแรงงานและสมาพันธ์แรงงานในยุคนั้น ที่กลายเป็นสารตั้งต้นทำให้เกิด “พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533” ที่เปลี่ยนชีวิตแรงงานทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนงานโรงงานไปจนถึงพนักงานออฟฟิศและภาคบริการทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี ระบบไตรภาคีที่เคยดี ซึ่งประกอบด้วย 3 ฝ่ายคือ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล กลับล้มเหลวลงเรื่อย ๆ หลังจากเริ่มมีการแต่งตั้งตัวแทนฝั่งนายจ้างกับลูกจ้าง โดยพบปัญหาตัวแทนบางคนขาดความรู้ความเข้าใจการบริหารกองทุน ทั้งยังสุ่มเสี่ยงถูกการเมืองแทรกแซง
จนเป็นที่มาทำไมต้องใช้ระบบเลือกตั้ง
หลังจากมีบทเรียนจากบอร์ดที่ถูกแต่งตั้ง
ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ยังกล่าวอีกว่า… เหตุนี้จึงทำให้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งล่าสุด จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกันตนดึงอำนาจการตัดสินใจกลับมาสู่มือ ซึ่งสะท้อนจาก “ปรากฏการณ์คนใช้สิทธิถล่มทลาย” ที่เกิดขึ้น ที่ประชาชนและผู้ใช้แรงงานตื่นตัวออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน และแน่นอนว่า… เมื่อคนตื่นตัวจนเกิดยอดผู้ใช้สทธิเลือกตั้งถล่มทลายแบบนี้ กรณีนี้ก็ยิ่งทำให้ “ความคาดหวัง” ของผู้ประกันตนย่อมสูงตามไปด้วย ที่ผู้ประกันตนคาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงจากบอร์ดชุดใหม่ที่ทาง “กลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า“ ได้คะแนนไปถล่มทลาย โดยสะท้อนถึง “ความไว้วางใจ” จากฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง ที่ต้องการให้บอร์ดชุดใหม่“สร้างความเปลี่ยนแปลง” และ “เร่งแก้ปัญหาเดิม ๆ”

นอกจากนั้นแหล่งข่าวคนเดิมยังปักหมุด “ความคาดหวังผู้ประกันตน ใน 4 ประเด็นหลักคือ… 1.สวัสดิการต้องเท่าเทียม–ไม่เหลื่อมล้ำตามมาตรา เพราะปัจจุบันระบบประกันสังคมแบ่งผู้ประกันตนออกเป็น 3 มาตราหลัก ซึ่งมีสิทธิประโยชน์เหลื่อมล้ำกันชัดเจน โดย ม.33 ได้รับสวัสดิการดีสุด ม.39 สวัสดิการลดลง และ ม.40 น้อยสุด ดังนั้นจึงต้องผลักดันการรวบสิทธิประโยชน์ให้เท่าเทียมกันทุกมาตรา, 2.เพิ่มเงินชราภาพ ให้พอกินพอใช้จริงในยามเกษียณ เพราะเงินชราภาพที่ผู้ประกันตนได้รับในปัจจุบันเฉลี่ยเพียงเดือนละ 4,000–5,000 บาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน ข้อเสนอคือปรับโครงสร้างเงินส่งสมทบและอุดหนุนจากรัฐ เพื่อดันเบี้ยชราภาพให้ขยับขึ้นไปที่เกือบ 10,000 บาทต่อเดือน
3.ปฏิรูปสู่องค์กรอิสระ–หลุดพ้นจากระบบการเมือง โดยเสนอให้ปรับรูปแบบองค์กรออกจากโครงสร้างราชการเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองหรือข้าราชการเข้าแทรกแซง การบริหารเงินลงทุน 3 ล้านล้านบาทต้องทำโดยมืออาชีพ มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และ 4.ควรดึงแรงงานนอกระบบ–ไรเดอร์เข้าสู่ระบบประกันสังคม เพราะนิยามปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก ประกันสังคมจึงไม่ควรกระจุกตัวอยู่แค่ในโรงงาน หรือบริษัท แต่ต้องเร่งขยายสิทธิไปยังกลุ่มแรงงานอิสระ และแรงงานบนแพลตฟอร์ม รวมถึงแรงงานส่วนอื่น ๆ ที่มีรายได้แน่นอน ให้ได้รับการคุ้มครอง
“กองทุนประกันสังคมมีเงินหมุนเวียนกว่า 3 ล้านล้านบาท ไม่ใช่แค่เงินออม แต่คือสายป่านชีวิตคนทำงานทุกคนการขับเคลื่อนของบอร์ดชุดใหม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิประโยชน์รายเดือน แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความมั่นคงของกองทุนอย่างยั่งยืนเพื่อผู้ประกันตนทุกคนอย่างแท้จริง” …จะเด็จย้ำสิ่งที่ผู้ประกันตนทุกคนคาดหวัง

จิตติมา ภาณุเตชะ
ขณะที่ตัวแทนของฝั่งผู้ประกันตนอีกคน คือ จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา สะท้อนว่า… การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้เป็นความตื่นตัวที่น่าตื่นเต้นของผู้ประกันตน ที่แสดงออกถึงความต้องการใช้สิทธิ์ และกำหนดทิศทางการบริหารกองทุนประกันสังคมที่ชัดเจนมาก ๆ รวมถึงเพื่อส่งสัญญาณเตือนว่า… เงินผู้ประกันตนต้องใช้หรือถูกบริหารจัดการให้ดี เพราะที่ผ่านมาผู้ประกันตนไม่ได้มีโอกาสรับรู้หรือมีส่วนร่วมในกำหนดทิศทางหรือตัดสินใจเชิงนโยบายเลย แถมสิทธิประโยชน์ที่ออกมาหลาย ๆ อย่าง ก็ไม่เกิดผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้ประกันตนต้องการเลือกตามนโยบายที่จะดูแลเงินกองทุนให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งต้องการยกระดับสิทธิประโยชน์ให้ตรงความต้องการและสภาพความจริงของผู้ประกันตน
“ยิ่งคนออกไปใช้สิทธิ์เยอะเท่าไหร่ ยิ่งสะท้อนว่าคนต้องการมีส่วนร่วมและต้องการใช้ประโยชน์กองทุนประกันสังคมมากแค่ไหน และในเมื่อเขามีส่วนร่วมในเงินกองทุนนี้ เขาก็ควรกำหนดทิศทางด้วย ทำให้ครั้งนี้จึงเกิดปรากฏการณ์ที่คนใช้สิทธิถล่มทลายแบบนี้ขึ้นมา” …จิตติมาพูดถึงปัจจัยทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ จนการเลือกบอร์ดชุดใหม่ครั้งนี้มีเรื่องน่าสนใจ จากตัวเลขผู้ใช้สิทธิออกเสียงถึงขั้นถล่มทลาย แต่ก็มาพร้อมกับ “ความคาดหวังที่สูงลิ่ว”
ที่มีต่อ “ชุดนโยบาย” ของ “ว่าที่บอร์ดชุดใหม่”
ส่วนนโยบายไหนทำได้เร็ว…หรือทำไม่ได้เลย
พรุ่งนี้ต้องมาดูกันต่อ…ที่การวิเคราะห์เรื่องนี้.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



