วานนี้ (6 ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานถึงการลาออกจากตำแหน่งของ เจสัน อาร์เดย์ นักวิชาการและนักเขียนผู้เคยสร้างประวัติศาสตร์ว่าเป็นศาสตราจารย์ผิวสีที่มีอายุน้อยที่สุดของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งสหราชอาณาจักร หลังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการ 

อาร์เดย์ได้ประกาศเมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคมว่า เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ รวมถึงวิทยาลัยจีซัส โดยให้มีผลในทันที ผ่านแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์กูดลอว์ โปรเจกต์ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านกฎหมาย

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทางมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เปิดเผยว่าจะมีการตรวจสอบครั้งใหม่โดย “สืบเนื่องจากข้อมูลใหม่เกี่ยวกับคุณวุฒิทางวิชาการและการดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ของศาสตราจารย์อาร์เดย์”

“ตอนที่ผมตอบรับเกียรติอันยิ่งใหญ่เพื่อดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาที่เคมบริดจ์ นั่นถือเป็นสิทธิพิเศษในอาชีพการงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผมอย่างไม่ต้องสงสัย” อาร์เดย์ระบุในแถลงการณ์ “แต่เป็นที่น่าเศร้าว่า ตลอดหลายปีนับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้ง ชีวิตของผมต้องพบกับการตรวจสอบจากสาธารณชนและการโจมตีส่วนบุคคลอย่างไม่หยุดยั้ง แม้การวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในวงการวิชาการ แต่สิ่งที่ผมได้เจอมันเกินกว่าความเห็นต่างทางวิชาการไปมาก ข้อกล่าวหา การคาดเดา และความคิดเห็นของสังคมที่ไม่จบไม่สิ้น ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างลึกซึ้งต่อตัวผมและคนที่ผมรัก”

เมื่ออาร์เดย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 2566 เขาได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่ออังกฤษ ด้วยวัยเพียง 37 ปีในขณะนั้น เขาถือเป็นศาสตราจารย์ผิวสีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของมหาวิทยาลัย 

อาร์เดย์เกิดในปี 2528 ในลอนดอนใต้ พ่อแม่ของเขาเป็นชาวกานาที่อพยพมา เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นออทิสติกเมื่ออายุ 3 ขวบ ไม่พูดจนกระทั่งอายุเกือบ 12 ปี และเพิ่งมาอ่านออกเขียนได้ในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย อีกทั้งยังถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะหูตึง ภาวะบกพร่องในการอ่านหนังสือและการคำนวณ 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับผลงานทางวิชาการของเขาหลายครั้ง รายงานจากสำนักข่าวเดอะนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า มีการหารือภายในเกี่ยวกับงานวิชาการของอาร์เดย์ตั้งแต่ปี 2566 แต่เริ่มกลายเป็นประเด็นสาธารณะในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อ เนธาน คอฟนาส อดีตนักวิจัยของเคมบริดจ์ นำเนื้อหาบางส่วนจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกปี 2558 ของอาร์เดย์มาเผยแพร่ โดยคอฟนาสระบุว่าซอฟต์แวร์ตรวจจับการคัดลอกผลงานพบว่ามีความเหมือนกันกับวิทยานิพนธ์ปี 2552 ของนักวิชาการอีกท่านหนึ่ง

ในตอนแรก มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ยกเว้นความผิดให้อาร์เดย์ หลังจากมีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนโดยสถาบันที่เกี่ยวข้องและวารสารวิชาการ (โดยมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส ซึ่งเป็นสถาบันที่อาร์เดย์คว้าปริญญาเอก ได้ทำการตรวจสอบข้อกล่าวหานี้) นอกจากนี้ยังมีผู้ร่วมลงนามในการล่ารายชื่อสนับสนุนเขานับพันคน รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแรงงานของอังกฤษ

แต่ต่อมาก็ยังคงมีข้อกล่าวหาใหม่ๆ ทยอยออกมา มีรายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม อ้างอิงผลวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ปี 2558 ของอาร์เดย์ ว่าพบข้อความที่เหมือนหรือเกือบจะเหมือนกับวิทยานิพนธ์ปี 2552 ของ พอลลา ซวอซดิแอค-ไมเออร์ส นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบรูเนล อยู่หลายจุด

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมว่า จะไม่มีการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อ “รับรองความยุติธรรมในกระบวนการ” โดยระบุเสริมว่า “แม้เราจะรับทราบถึงความคิดเห็นและความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างดี แต่สิ่งสำคัญคือกระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างถี่ถ้วนและยึดมั่นตามนโยบายของมหาวิทยาลัยรวมถึงกฎหมายแรงงาน เรายังตระหนักดีว่ามีบุคคลที่ได้รับผลกระทบอยู่ตรงกลางของสถานการณ์นี้ และเราจะยังคงให้การสนับสนุนเขาต่อไป”

เจสัน อาร์เดย์

อาร์เดย์ยังมีกำหนดการจะเปิดตัวหนังสือบันทึกความทรงจำชื่อ “Great and Unfortunate Things” ในสหรัฐอเมริกา วันที่ 11 สิงหาคมนี้ ผ่านสำนักพิมพ์ 37 อิงค์ ในเครือผู้จัดพิมพ์ไซมอน แอนด์ ชูสเตอร์ หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กอันยากลำบากและการเดินทางสู่วงการวิชาการของเขา

แต่ระหว่างนั้น ประวัติชีวิตช่วงหลังจากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ของเขากลับถูกตั้งคำถามเพิ่มเติม เช่น การวิ่งมาราธอนระดมทุนที่อาร์เดย์อ้างว่าหาเงินบริจาคได้ราว 5 ล้านปอนด์จากการวิ่งมาราธอน 30 รายการใน 35 วัน ซึ่งต่อมาเขาได้บอกสำนักข่าวเดอะ การ์เดียน ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นการระดมทุนร่วมกับกลุ่มคนตลอดเวลาหลายปี และเขาได้เซ็นสัญญารักษาความลับ จึงไม่สามารถเปิดเผยชื่อบุคคลอื่นในกลุ่มได้ 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการทำงานที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ซึ่งทางสถาบันยืนยันว่าเขาไม่เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษที่นั่น รวมถึงประเด็นความสัมพันธ์กับองค์กรไม่แสวงหากำไร “วอเตอร์เอด” ด้วย

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : people.com

เครดิตภาพ : goodlawproject.org, Faculty of Education / Cambridge University