เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 7 สิงหาคม ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ประกอบการเข้าร่วม  

โดยนายกฯ กล่าวแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ต่อผู้ประกอบการทุกท่านที่ได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2569 ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาลกำลังเร่งเปิดโอกาสทางการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี FTA กับประเทศในภูมิภาค เราพยายามปิดดีลใหม่ควบคู่กับการใช้ประโยชน์ เพื่อให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่ต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ไทยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้าเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด

รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุน เปิดตลาดใหม่กระจายความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดในตลาดหนึ่งและสนับสนุนให้ทุกท่านในฐานะผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เข้าถึงโอกาสในตลาดโลกให้มากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการส่งออกของไทยต้องเป็นโอกาสของผู้ประกอบการทุกระดับไม่ใช่เฉพาะรายใหญ่เท่านั้น ส่งออกของท่านเปรียบเสมือนการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก

ขอให้คำยืนยันว่าในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าร่วมกัน โดยรัฐบาลมีหน้าที่เปิดประตูสู่ตลาดโลกให้ประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของโลก ในขณะที่ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเดินหน้าสร้างนวัตกรรมและรักษาคุณภาพสินค้าของไทย ในการส่งออกไปต่างประเทศ เราต้องการให้ท่านเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทยควบคู่ไปกับการเติบโตกับเศรษฐกิจโลกและนำความภาคภูมิใจกลับมายังคนไทยทุกคน คนไทยเราเอง เราไม่ค่อยอุดหนุนสินค้าของเรา ซึ่งถ้าเราอุดหนุนกันเองด้วยแล้วส่งออกด้วยไปขายทั่วโลกด้วย ความแข็งแกร่งจะเกิดขึ้นอย่างมากมาย

กำหนดการเจรจาการค้า FTA ไม่ว่ากับประเทศใดก็แล้วแต่ต้องเร่งให้เร็วที่สุด เพราะกิจการที่มีคนไทยเป็นเจ้าของมีความพร้อมยินดีจะใช้วัตถุดิบต่างๆ จากประเทศไทย แต่ยังติดตัวกำแพงภาษี อย่างเช่นกรณียุโรป ถ้าเจรจาจบกำแพงภาษี 25% จะหายไป เมื่อหายไปวัตถุดิบต่างๆ สินค้าที่จะเอามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตก็มาจากประเทศไทย ถ้าเราสามารถเร่งขั้นตอนในการสรุป FTA กับภูมิภาคต่างๆ ได้ เราก็จะมีโอกาสสร้างรายได้สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อีกมาก ซึ่งภาษีและ FTA จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย มีโอกาสสร้างมูลค่ารายได้ที่มั่นคงให้ประเทศ มูลค่าการค้าระหว่างกันก็จะเติบโตไม่เพียง 2 เท่า แต่เป็น 4-5เท่า

ขอยืนยันว่าจากการไปมาหลายประเทศ แล้วยังไม่มีผู้ค้าคนไหนคอมเพลน (complain) หรือมีความไม่มั่นใจ ตรงกันข้ามทุกท่านทุกรายล้วนแต่บอกว่าเร่งให้จบหน่อยจะได้หรือไม่ จะได้เพิ่มกำลังการผลิตเพิ่มออร์เดอร์และเพิ่มช่องทางการตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องทำงานร่วมกัน ขอยืนยันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพที่สูงมากๆ และถอยหลังไม่ได้ต้องเดินหน้าเท่านั้นไม่มีความเสี่ยงใดๆ และจะเป็นแรงบันดาลใจที่พวกเราจะร่วมกันผลักดันประเทศไทยของเรา ไปด้วยความเข้มแข็ง รัฐบาลนี้จะเป็นพาหนะให้ท่านได้ขับขี่ และจะนำท่านไปในทิศทางที่ท่านต้องการและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด