แต่ก็โดนขั้วตรงข้ามสวนกลับทำนอง ว่าข้าชั่วเอ็งก็เลว บอกว่า คณะก้าวหน้าและพรรคส้มก็เคยจัดงานมีทติ้งพบปะคนที่อยากลงสมัคร สว. ที่เมืองทองธานี แบ่งกันเรียบร้อยใครสมัครกลุ่มไหน

คำว่า ฮั้ว สว. เลยต้องเปลี่ยนเป็นโกง สว. ด้วยเหตุผลว่า ระบบที่ออกแบบให้ทำความรู้จัก ขอคะแนน ถ้ารวมกลุ่มกันทำมันก็คือฮั้ว ก็เรียกว่า กฎหมายทำให้ต้องฮั้ว ดังนั้น ถ้าจะผิด ก็ผิดที่มีการจ่ายเงินจ้างอะไรให้โหวตหรือไม่ หรือสัญญาว่าจะต่างตอบแทนด้วยอะไร แบบนั้นเรียกว่า โกง กระบวนการที่ สส.ไอติมพริษฐ์ วัชรสินธุ ทำ คือพยายามเปิดเส้นทางการเงินให้ได้มากที่สุด รายจ่ายยิบย่อยอะไรก็ขุดมาตั้งข้อสังเกต

การเลือก สว.ที่ผ่านมาเป็นอะไรที่ชวนตะลึง คนดังๆ หลายคนตกรอบหน้าตาเฉย อย่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ก็ตกรอบ การพูดคุยขอคะแนนจึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่า ทำกันอย่างไรตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด มาถึงระดับประเทศ แค่แนะนำตัวเป็นรอบๆ พอหรือ และที่สุดแล้ว มีการรวมหัวจัดตั้ง เลือกโหวตให้ใคร แล้วคนที่ได้รับโหวตต้องให้อะไรหรือไม่ แต่เชื่อได้ว่า ถ้าตรวจสอบก็แก้ตัวกันไปได้เรื่อย

เรื่องเลือก สว.นี่เป็นวาระเดือดๆ เดือนสิงหาคม เพราะ กกต.ประกาศว่าจะสรุปได้แล้วว่า จะส่งฟ้องใครบ้าง ซึ่งถ้าไม่มีนักการเมือง แล้ว กกต.อ้างว่า หลักฐานสาวไม่ถึง เชื่อได้ว่า จะมีผู้ตีประเด็นว่า กกต.ไม่ชอบธรรม หรือรับใช้นักการเมือง อาจมีความพยายามปั่นกระแสลงถนน ซึ่งประเมินดูแล้วยังจุดติดยาก เพราะไม่ใช่ข้อกล่าวหาต่อผู้นำรัฐบาล ก็ปลุกกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ต้องการล้างระบบที่พบช่องฮั้วได้นี้เสีย

แต่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับจะใช้เวลานานไป และไม่รู้มีวิบากอะไรให้สะดุดอีกบ้าง ก็แก้รายมาตรา สว.ชุดหนึ่งมีอายุ 5 ปี จะเลือกใหม่ในปี พ.ศ.2572 เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการเลือกแบบเดิมซ้ำอีก ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ที่มีเนื้อหาว่า สว. 200 คน มาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะ หรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงาน หรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้

ตัวนี้เป็นแม่บท กระบวนการเลือกอยู่ในกฎหมายลูก … ดูหลักการที่ยกร่างไว้ คือความหลากหลายของสังคม ก็เป็นเรื่องดีอยู่ แต่เมื่อมองผลที่ออกมาจาก สว.ชุดที่เลือกปี 67 ก็น่าจะตระหนักได้ว่า หากใช้กติกาเดิม การเลือก สว. เที่ยวหน้าที่จะถึงคงเละเทะกว่านี้อีกเยอะ มีฮั้ว มีล็อบบี้ มีโน่นนั่นนี่แปลกๆ เพิ่ม การทำงานของ กกต.ที่ผ่านมาก็ถูกวิจารณ์หนัก รับรองคุณสมบัติผู้สมัครหลายคนก็น่างง.. แถมตอนนี้ รู้กันถ้วนทั่วแล้วว่า สว.ตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจที่สำคัญคือการรับรององค์กรอิสระ นี่คืออำนาจราคาแพงมากที่ฝ่ายการเมืองอยากได้ เพื่อสกัดการตรวจสอบ

ใช้กติกาเดิม ระวังจะเกิดเหตุจัดตั้งให้เป็นสภาฝักถั่วอีก ที่ สว. แค่รอยกมือตามสั่ง อาจปั้นตัวจี๊ดจำนวนหนึ่งไว้คอยตอบโต้ทางการเมือง .. เพื่อสร้างกติกาใหม่ที่โปร่งใสน่าเชื่อถือมากขึ้นจึงน่าจะมีผู้ยื่นแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา ม.107 โดยระหว่างนี้ สังคมต้องระดมความคิดว่าวุฒิสภาควรจะมาจากสูตรไหนกันแน่เลือกตั้งล้วน หรือเลือกตั้งผสมแต่งตั้ง ตัวแปรที่สำคัญคือยื่นแก้ แต่ สว.ชุดปัจจุบันต้องผ่านร่างด้วย ปัญหาที่ยากที่สุด คือ แล้วจะกล่อม สว.ชุดปัจจุบันอย่างไร เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ม.107 ก็เหมือนไปชี้หน้าด่า สว.เกี่ยวกับที่มาของเขา

ผู้รณรงค์แก้กฎหมาย ต้องทำหน้าที่ทั้งสื่อสารกับสังคม และโน้มน้าวใจ สว.ให้ได้ ว่า คือการแก้ไขเพื่อระบบที่ดีกว่า.