เมื่อพูดถึง “โทษประหารชีวิตในประเทศไทย” วันนี้กลับไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของข้อกฎหมาย สิทธิมนุษยชน หรือความสะใจในสังคมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประเด็น “งบประมาณและภาระภาษี” ที่คนทำงานต้องแบกรับ

หลังล่าสุดเมื่อแฟนเพจ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” ได้ออกมาเปิดตัวเลขชวนคิดเกี่ยวกับผู้ต้องขังที่ถูกพิพากษาประหารชีวิตในไทยซึ่งมีประมาณ 500 คน โดยคำนวณงบดูแลเฉลี่ย 23,657 บาทต่อคนต่อปี คิดเป็นเงินรวมปีละกว่า 11.8 ล้านบาท และหากต้องคุมขังยาวนานถึง 20 ปี รัฐบาลจะต้องใช้น้ำพักน้ำแรงจากภาษีประชาชนสูงถึง 236,570,000 บาท!

คำถามคือ.. การที่ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงพรากชีวิตผู้อื่น แต่กลับมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ต่อโดยมีภาษีประชาชนคอยอุ้มชู เป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่? แล้วในความจริง การลงมือประหารชีวิตนักโทษ 1 คน รัฐต้องใช้เงินกี่บาทกันแน่?

งบประหารชีวิต 1 ครั้ง ใช้เงินเท่าไหร่?

หากตัดเรื่องค่าใช้จ่ายในชั้นศาลและการคุมขังออกไป มองเฉพาะ “ขั้นตอนการประหารชีวิตด้วยวิธีฉีดยาพิษ” ต่อ 1 ราย เมื่อเราย้อนไปดูข้อมูลจาก “กรมราชทัณฑ์” ได้ระบุว่า ยอดค่าใช้จ่ายในวันประหารจริงจะตกอยู่ที่ประมาณ 15,000-20,000 บาท เท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก

-ค่าสารเคมีและเวชภัณฑ์ (ประมาณ 3,000-5,000 บาท)
ใช้ตัวยา 3 ชนิดประกอบด้วย ยาทำให้หลับลึก ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาทำให้หัวใจหยุดเต้น พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์
-ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่และสักขีพยาน (ประมาณ 8,000-10,000 บาท)
เป็นเงินรางวัลพิเศษและค่าตอบแทนให้แก่ชุดปฏิบัติการ เพชฌฆาต รวมถึงสักขีพยานตามกฎหมาย
-ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด (ประมาณ 1,000-3,000 บาท)
ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และการบริหารจัดการศพเบื้องต้น

ต้นทุนแท้จริงที่ซ่อนอยู่.. “ค่าขังลืม” ก่อนวันประหาร

อันที่จริง ในปัจจุบัน “นักโทษประหารในไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำตัวไปประหารทันที” แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย การอุทธรณ์ ฎีกา และการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งมักใช้เวลานาน 5 ปี 10 ปี หรือบางรายกินเวลานานเกิน 20 ปี ซึ่งมีทั้ง

-ค่าใช้จ่ายในการคุมขังเต็มรูปแบบ
ประกอบด้วยค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลรักษาพยาบาล และระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งตกอยู่ที่ประมาณ 70,000-80,000 บาท ต่อคน ต่อปี
-คำนวณต้นทุนสะสม
หากนักโทษประหาร 1 คน ต้องรอคอยอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 10-15 ปี ต้นทุนการดูแลสะสมก่อนถึงวันประหารจริงจะพุ่งสูงถึง 800,000-1,200,000 บาทต่อคน

คำถามเรื่อง “งบประมาณประหารชีวิต” จึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขค่ายาไม่กี่หมื่นบาท แต่มันคือคำถามที่เราต้องกลับมาคิดกันว่า “ระบบยุติธรรมไทย” จะเป็นไปในทิศทางไหน จะเลือกสมดุลระหว่าง ความคุ้มค่าของภาษีประชาชนที่สูญเสียมหาศาล ความปลอดภัยของคนบริสุทธิ์ในสังคม กับหลักสิทธิมนุษยชน อย่างไรในอนาคตกันแน่???..