เกี่ยวกับแนวคิด “ประกันภัยพืชผล” ที่เกิดขึ้นเป็นโครงการแรกเมื่อปี 2554 ผ่านโครงการประกันภัยข้าวนาปี เพื่อช่วยเหลือชาวนา ก่อนจะขยายผลสู่พืชผลอื่น ๆ ในเวลาต่อมา ที่จนถึงวันนี้แนวคิดนี้ก็ผ่านเวลามากว่า 1 ทศวรรษแล้ว ท่ามกลางโลกความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้นักวิชาการตั้งคำถามชวนคิดว่า…ระบบประกันภัยพืชผล”

ควรไปต่อหรือต้องปรับเปลี่ยนใหม่

เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ประเด็นเกี่ยวกับ “กลไกประกันภัยพืชผล” ที่ไทยนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2554 เริ่มจากการประกันภัยข้าวนาปี ก่อนจะขยายไปสู่พืชผลอื่น ๆ โดยได้มีการใช้กลไกรูปแบบนี้มาถึงปัจจุบัน จนวันนี้โครงการประกันภัยพืชผลของไทยขยายตัวจนกลายเป็นหนึ่งใน ระบบประกันภัยเกษตรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นของโลก อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาดูจากข้อมูลย้อนหลังก็ทำให้เกิดคำถามว่า… สรุปกลไกนี้ยังควรไปต่อ หรือต้องปรับเปลี่ยนจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ถูกสะท้อนเอาไว้ใน เว็บไซต์สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผ่านบทวิเคราะห์ที่มีการศึกษาวิเคราะห์กลไกประกันภัยพืชผล โดยคณะวิจัยที่ประกอบด้วย บุญธิดา เสงี่ยมเนตร ชนกานต์ ฤทธินนท์ โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ที่วิเคราะห์เรื่องนี้ และสะท้อนไว้ผ่านบทความชื่อ “หนึ่งทศวรรษของประกันภัยพืชผลไทยถึงเวลาปรับใหญ่หรือไปต่อ?” ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจชวนให้คิดต่อเกี่ยวกับกลไกนี้…

โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ บุญธิดา เสงี่ยมเนตร ชนกานต์ ฤทธินนท์

ทั้งนี้ ในบทความได้เริ่มต้นด้วยการพาย้อนกลับไปในอดีตของแนวคิดนี้ ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2554 เมื่อรัฐบาลริเริ่ม โครงการประกันภัยข้าวนาปีขึ้นมาใช้เป็น เครื่องมือทางการเงิน เพื่อคุ้มครองชาวนาจากภัยธรรมชาติ 8 ประเภทหลัก ก่อนที่โครงการจะขยายผลอย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ จนกลายเป็นหนึ่งในระบบประกันภัยพืชผลที่ใหญ่เป็นอันดับต้นของโลกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี คือช่วงปี 2558-2564 ที่เชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกร 4.3 ล้านรายต่อปี กลับพบเรื่องที่น่าสนใจ จนนำมาสู่ปุจฉาว่า… การที่ใช้กลไกนี้มายาวนานส่งผลให้ติดหล่มระบบประกันภัยรูปแบบนี้เกินไปหรือไม่ จนส่งผลให้ไม่เกิดการยกระดับศักยภาพเกษตรกรระยะยาวอย่างที่ควรจะเป็น…เป็นปุจฉาสำคัญ

ที่คณะวิจัยเรื่องนี้ได้นำมาใช้เป็นโจทย์

เพื่อวิเคราะห์และค้นหาคำตอบเรื่องนี้

ในบทความดังกล่าวมีการขยายความเรื่องนี้ว่า… จากข้อสงสัยที่เกิดขึ้นทำให้ทางคณะวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ระดับแปลงและครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.3 ล้านรายต่อปี เพื่อค้นหาคำตอบว่า… เหตุใดระบบประกันภัยที่ตั้งใจดีเช่นนี้ จึงไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวให้แก่ชาวนาหรือเกษตรกรได้ ซ้ำร้ายยังพบว่า… ความต้องการซื้อประกันด้วยความสมัครใจของเกษตรกรกลับดิ่งลงเรื่อย ๆ จนเหลือไม่ถึงร้อยละ 1 ในปัจจุบัน ซึ่งจากผลการศึกษาที่วิเคราะห์พบสาเหตุสำคัญด้านต่าง ๆ ที่ทำให้ “เกษตรกรขาดแรงจูงใจ” ในการซื้อประกันภัยพืชผล ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้…

ประการแรกมาจาก ความล่าช้า” ของกระบวนการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วชาวนาต้องรอคอยเงินชดเชยนานถึง 126 วันหลังจากเกิดความเสียหาย และมีมากกว่าร้อยละ 22.7 ของทั่วประเทศที่ต้องรอนานเกินกว่า 150 วัน ซึ่งระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนานเช่นนี้ ทำให้ประกันภัยสูญเสียคุณค่าในการเป็นสภาพคล่องฉุกเฉินสำหรับชาวนาในยามวิกฤติ ซึ่งสำหรับปัญหาด้านความล่าช้านี้ พบว่า… เกิดจากขั้นตอนการตรวจสอบที่อิงกับระบบการประกาศเขตภัยพิบัติภาครัฐ ทำให้เมื่อเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม ชาวนาหรือเกษตรกรไม่สามารถได้รับเงินชดเชยทันที แต่ต้องรอการประเมินเอกสารและการลงพื้นที่ ส่งผลให้เกษตรกรเกิดความคลางแคลงใจในประสิทธิภาพ และมองการซื้อประกันภัยด้วยเงินตนเองนั้นไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ปัญหาประการต่อมาคือ ภาวะข้อมูลไม่สมมาตร จากการที่บริษัทผู้รับประกันขาดข้อมูลความเสี่ยงจริงในระดับแปลง ทำให้ไม่สามารถคำนวณอัตราเบี้ยประกันตามความเสี่ยงที่แท้จริงได้ จึงจำเป็นต้องตั้งราคาเบี้ยประกันไว้ในระดับสูง ส่งผลให้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และทำให้ภาครัฐต้องใช้นโยบายอุดหนุนราคา ก่อนจะแทรกแซงด้วยการแจกประกันภัยฟรีให้เกษตรกร ที่มองเผิน ๆ เหมือนเป็นผลดี แต่ทางเศรษฐศาสตร์มองว่า… การอุดหนุนปูพรมเป็นเวลานานจะยิ่งลดแรงจูงใจในการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร อีกทั้งการแจกฟรียังไม่ช่วยกระตุ้นให้เกิดตลาดซื้อขายจริงในระยะยาว นอกจากนั้นการศึกษานี้ยังพบปรากฏการณ์ความย้อนแย้งในกลุ่มเกษตรกรที่สมัครใจซื้อประกันด้วยตนเอง โดยเมื่อชาวนาซื้อประกันภัยแล้วมักจะมีพฤติกรรมลดการป้องกันความเสี่ยงลง เช่น หันไปทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีผลิตภาพต่ำลง หรือลดลงทุนระบบแหล่งน้ำรายแปลง

เมื่อเกษตรกรรู้สึกว่ามีเงินประกันคอยรองรับความเสียหาย ก็จะขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีหรือลงทุนพัฒนาแปลง ส่งผลให้ระบบประกันภัยกลายเป็นเครื่องมือที่ไม่ได้ช่วยยกระดับศักยภาพการผลิตในระยะยาว แต่เป็นเครื่องมือเพื่อประคองสถานะทางการเงินระยะสั้น” …เป็น “มุมวิเคราะห์” ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ทางคณะวิจัยย้ำว่า… ถึงกระนั้นกลไกประกันภัยพืชผลก็ยังจำเป็น เพราะช่วยคุ้มครองความเสี่ยงให้เกษตรกรได้ แต่คำถามก็คือ กลไกที่ใช้อยู่นี้เป็นลักษณะแบบเดียวใช้ทั่วประเทศ (One-Size-Fits-All) ที่มุ่งเน้นชดเชยสมทบท็อปอัพจากเงินช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งจะจำกัดวงเงินคุ้มครองอิงตามต้นทุนการผลิตเบื้องต้นเท่านั้น ทางคณะวิจัยจึงมองว่า…รูปแบบที่ใช้นี้อาจจะไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม จึงเป็นที่มาของคำถามว่า… หากเราต้องการเปลี่ยนประกันภัยพืชผลให้เป็น “เครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน” กรณีนี้ก็ควรจะต้องมีการปฏิรูปกลไกดังกล่าวใน 3 มิติหลัก ดังนี้…

มิติแรก ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เชื่อมโยงให้มากขึ้น อาทิ ข้อมูลดาวเทียม, ระบบรีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) และเอไอในการตรวจวัดความเสียหาย เพราะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาจ่ายสินไหมทดแทนจากหลายเดือนให้เหลือไม่กี่วัน อีกทั้งช่วยเพิ่มความแม่นยำการประเมินความเสียหายระดับแปลง, มิติที่สอง ผูกรวมประกันภัยกับบริการทางการเงินและปัจจัยการผลิต เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติ เงินสินไหมจะนำไปชำระหนี้และตัดวงจรหนี้เสียได้ทันที ทั้งช่วยลดภาระสถาบันการเงิน ที่สำคัญการผูกประกันภัยกับการสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตจะจูงใจให้เกษตรกรปรับตัวและกล้าลงทุนระยะยาว และมิติที่สาม ควรปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐใหม่ จากผู้จ่ายเงินอุดหนุนมาเป็นผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และเปลี่ยนจากการแจกฟรีเป็นการลงทุนฐานข้อมูลความเสี่ยงพิบัติภัย เพื่อให้บริษัทประกันภัยเอกชนเข้ามาแข่งขันอย่างเสรี ซึ่งจะช่วยให้เบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล…

นี่เป็นข้อเสนอที่คณะวิจัย ได้แก่ บุญธิดา เสงี่ยมเนตรชนกานต์ ฤทธินนท์ โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ได้จัดทำ และสะท้อนไว้ผ่านบทความที่เผยแพร่ใน เว็บไซต์สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เกี่ยวกับ “อนาคตของระบบประกันภัยพืชผล”

ที่มุมหนึ่งก็สามารถใช้ต่อได้ แต่ก็ต้องปรับ

จึงจะทำให้กลไกนี้ช่วยเกษตรกรได้ยั่งยืน.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์