ทั้งนี้ ในสังคมไทยยุคดิจิทัลตอนนี้ต้องยอมรับว่า… เรื่องราวความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแบบ “ชู้รัก” ในปัจจุบันนี้ “มีพัฒนาการไปไกล” จากในอดีต สังเกตได้จากหลายกรณีที่เป็นกระแสอื้ออึงที่กลุ่มคนซึ่งถูกเรียกเป็น “เมียน้อย” นั้น กับยุคดิจิทัลนี้…
ดูเหมือนจะกล้า “เปิดหน้า–เปิดวอร์” มากขึ้น
ที่หลายกรณีฝั่งนี้กลายเป็นผู้ราวีฝั่งเมียหลวง
จนทำให้สังคมอึ้งกับพัฒนาการที่เปลี่ยนไป!!
สำหรับเรื่องของ “ปรากฏการณ์เมียน้อย” ที่ยุคนี้ดูเหมือนจะมี “พัฒนาเปลี่ยนแปลง” ไปจากเดิมค่อนข้างมาก ดูจากกรณีอึ้งอึงที่เคยเป็นกระแสพบว่า… ฝั่งเมียน้อยหรือชู้ กล้าเปิดหน้าชนฝ่ายเมียหลวง หรือกล้าเปิดตัวในพื้นที่สาธารณะ จนหลายคนเกิดปุจฉาจากเรื่องนี้ว่า… เกิดอะไรขึ้นกับทัศนคติและรูปแบบความสัมพันธ์ของผู้คนยุคดิจิทัล ซึ่งความจริงแล้วเรื่องนี้ก็มีคำตอบทางวิชาการรองรับไว้เช่นกัน ผ่านงานมีงานวิทยานิพนธ์ระดับมหาบัณฑิตของ สุภาวดี มนัสปิยะเลิศ นักศึกษาหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ขณะนั้น ที่ได้ศึกษาค้นคว้าไว้ในหัวข้อเรื่อง “เมียน้อย : กระบวนการตัดสินใจและการปรับตัว” ซึ่งผลการศึกษาชิ้นนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สังคมได้เข้าใจถึงปัจจัยแวดล้อมและโครงสร้างทางความคิดของคนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์…
ทั้งนี้ แม้งานวิจัยของ สุภาวดี มนัสปิยะเลิศ ชิ้นนี้จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นตั้งแต่ในอดีตเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อนำมาพินิจในบริบทปัจจุบันกลับพบว่า… เนื้อหาและผลการศึกษาเหล่านั้นยังคงมีความร่วมสมัย สะท้อนว่า… แม้เวลาที่เปลี่ยนผ่านก็ไม่ได้ทำให้ “พฤติกรรมแกนหลัก” และ “กลไกทางจิตวิทยา” เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทว่าเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มโซเชียล กลับยิ่งทำหน้าที่เป็นเลนส์ขยาย และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กระบวนการตัดสินใจและการแสดงออกของสตรีผู้มาทีหลังเด่นชัด…
แถมยิ่งท้าทายจารีตของสังคมมากขึ้นกว่าเดิม
ส่วนจะเป็นเช่นไรบ้างนั้น…ต้องมาพิจารณาดู

ในผลงานวิจัยของ สุภาวดี มนัสปิยะเลิศ ชิ้นนี้ ได้กำหนดวัตถุประสงค์ในการศึกษาไว้อย่างชัดเจน 4 ประการด้วยกัน กล่าวคือ 1.เพื่อศึกษาภาวะเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในการตัดสินใจและปัจจัยที่มีอิทธิพล 2.เพื่อศึกษาการปรับตัวและการจัดการเอกลักษณ์ที่มีปัญหา 3.เพื่อศึกษาวิถีชีวิตประจำวันของเมียน้อย และ 4.เพื่อศึกษาการคาดการณ์และวางแผนในอนาคต โดยผู้เขียนวิทยานิพนธ์นี้ได้เน้นย้ำถึงกระบวนการเก็บข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง ผ่านวิธีสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ชีวิตเป็นเมียน้อยมาไม่ต่ำกว่า 3 ปี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงและบริบทในชีวิตประจำวันมากที่สุด โดยผลการศึกษาพบว่า… กับ “ขั้นตอนการตัดสินใจเป็นเมียน้อย“ นั้น มีความซับซ้อนในเชิงจิตวิทยาอย่างยิ่ง โดยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ระบุว่า… เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์รักซ้อนนั้น มีเรื่องของความผูกพันทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอันดับแรก ๆ โดย “ความรัก“ กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกที่จะตัดสินใจไปในทิศทางดังกล่าว ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีการสื่อสารผ่านโซเชียลได้ตลอด 24 ชั่วโมง นี่ก็ยิ่งทำให้ ความผูกพันทางอารมณ์ก่อตัวขึ้นได้รวดเร็ว
จนฝังรากลงในความสัมพันธ์ง่ายกว่าในอดีต
นอกจากปัจจัยเรื่องความรักและความผูกพันทางอารมณ์แล้ว งานวิจัยของ สุภาวดี ยังชี้ให้เห็นถึง “ขั้นตอนการปรับตัวเข้าสู่การเป็นเมียน้อย“ อีกด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า… สถานภาพนี้มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์ของผู้เบี่ยงเบนและเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากตัดสินใจก้าวเข้าสู่ความสัมพันธ์นี้จึงนับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของชีวิต ที่มักจะส่งผลให้ เมียน้อยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติทางจิตใจ และ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรอบตัว เพื่อต้อนรับวิถีชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความกดดันและการปฏิเสธ… และ วิทยานิพนธ์นี้ยังได้ระบุข้อมูลเชิงลึกต่อไปว่า… การดำเนินชีวิตภายใต้สถานะ “เมียน้อย” ย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของการตัดสินใจก้าวสู่ความสัมพันธ์แบบนี้ โดยผู้หญิงเหล่านี้ ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาล จากการไม่ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นรอบข้างในสังคม อย่างไรก็ดี แต่ในยุคดิจิทัลนี้กลับมีพัฒนาการที่เปลี่ยนไป จนเป็น “แรงผลักดันใหม่” ให้
เมียน้อยเกิดพฤติกรรมโพสต์ประชดประชัน
เพื่อสร้างพื้นที่ยืนของตัวเองในโลกออนไลน์
ถัดมาคือ “ขั้นตอนธำรงเอกลักษณ์เมียน้อย“ ซึ่งถือเป็นข้อค้นพบที่น่าสนใจอย่างยิ่งในงานวิจัยนี้ โดยผลการศึกษาพบว่า… หลังจากที่กลุ่มตัวอย่างสามารถจัดการกับอุปสรรคและแรงกดดันต่าง ๆ ในช่วงแรกได้แล้ว การดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเธอก็จะเริ่มมีความแตกต่างจากผู้หญิงปกติทั่วไป ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่กลุ่มตัวอย่างใช้คือ “การสร้างความรู้สึกดีให้กับตัวเอง“เพื่อเป็นเกราะป้องกันจิตใจไม่ให้แตกสลาย โดยเลือกที่จะมองว่า… การตัดสินใจเข้ามาอยู่ในจุดนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดทางศีลธรรมของตนเอง แต่มีปัจจัยอื่นเหนี่ยวนำ และในประเด็นเรื่องการสร้างความรู้สึกดีให้กับตัวเองนี้ งานวิจัยของ สุภาวดี ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า… เมียน้อยบางส่วนมักจะมองว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดการตัดสินใจเช่นนี้ เป็นความผิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเธอเองตั้งแต่แรก แต่เลือกที่จะอธิบายปรากฏการณ์รักซ้อนว่า… เป็นเรื่องของ “เวรกรรม ชะตาลิขิต เหตุสุดวิสัย” และที่สำคัญที่สุดคือมองว่าเป็น“ความผิดของฝ่ายชาย” ที่เข้ามาหยิบยื่นความรู้สึกดี ๆ ให้ ซึ่งแนวคิดนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนในปัจจุบันที่มักจะโพสต์ข้อความทำนองว่า… “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง“ หรือ “เรื่องความรักไม่มีใครผิดใครถูก“
นอกจากนี้ ยังพบว่า… เมียน้อยบางส่วนนั้น พยายามสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง ด้วยการ เน้นย้ำภาพที่ไม่ได้เกาะผัวกิน เพื่อจะอธิบายให้คนรอบข้างเห็น “ข้อแตกต่าง” ระหว่างเมียน้อยทั่วไป กับเมียน้อยที่กลุ่มตัวอย่างเป็นอยู่ ซึ่งกรณีนี้ได้สะท้อนการปรับตัวของเมียน้อยเพื่อธำรงเอกลักษณ์ของตนไว้ ขณะที่อีกแนวทางปรับตัวคือ วิธีจัดการเอกลักษณ์ที่มีปัญหา เช่น การ ปกปิดข้อมูลตนเอง เพื่อควบคุมให้สังคมรับรู้เท่าที่จะจัดการได้ แต่ก็มีบางรายที่เลือกการ เปิดเผยสถานะ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ โดยไม่ต้องคาดเดา ซึ่งเป็นวิธีที่เมียน้อยเลือกใช้เพื่อ ลดแรงกดดัน ในกรณีไม่สามารถควบคุมข้อมูลได้…
เหล่านี้เป็นแง่มุมวิชาการว่าด้วยเรื่อง “เมียน้อย”
ที่ถึงแม้งานวิจัยนี้จะมีการศึกษาไว้หลายปีแล้ว
แต่ข้อมูลที่งานวิจัยนี้ได้ถอดรหัสไว้ยังเป็นอมตะ
โดยเฉพาะกระบวนการตัดสินใจและการปรับตัว.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



