การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 กรกฎาคม ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เมื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมนำเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 หรือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเข้าสู่การพิจารณา หลังการจัดทำบัญชีรายชื่อเสร็จสิ้น
แม้การโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นวาระปกติของระบบราชการ เนื่องจากมีผู้บริหารเกษียณอายุราชการหลายตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายน แต่กลับกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง หลังมีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายการเมืองถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณา และมีข้อกล่าวหาเรื่องการโยกย้ายที่อาจเกี่ยวข้องกับ “ผลประโยชน์” มากกว่าผลงาน ซึ่งนายสุริยะออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามข้อเสนอของปลัดกระทรวง โดยยึดหลักความซื่อสัตย์ ความสามารถ และอาวุโส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง และพร้อมให้ตรวจสอบทุกประเด็น
ไม่ใช่แค่โยกย้าย…แต่คือการจัดทัพ
สำหรับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การโยกย้ายระดับอธิบดีและผู้บริหารสูง ไม่ได้เป็นเพียงการแต่งตั้งบุคคล แต่เป็นการกำหนด “ทีมขับเคลื่อนนโยบาย”
เพราะตลอดหนึ่งปีข้างหน้า กระทรวงต้องเดินหน้านโยบายสำคัญหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การแก้ปัญหาราคาพืชผล การส่งออกสินค้าเกษตร การยกระดับปศุสัตว์และประมง ตลอดจนการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดังนั้น ผู้ที่จะขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดี จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงบริหารกรม แต่ต้องสามารถผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
แม้นายสุริยะจะยืนยันว่าการแต่งตั้งเป็นไปตามระบบราชการ แต่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ยังไม่ยุติ โดยเฉพาะหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกมาตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า การโยกย้ายอาจไม่ได้ยึดผลงานเป็นหลัก
หากจะแบ่งกลุ่มข้าราชการที่อาจจะถูกโยกย้าย และอยู่ที่เดิม ออกเป็น 3 กลุ่ม จะเห็นว่า
1. กลุ่ม “อยู่ต่อ” (หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงนาทีสุดท้าย)
อธิบดีหลายกรมที่ยังมีอายุราชการและไม่มีแรงกดดันเป็นพิเศษ มีแนวโน้มได้ทำงานต่อ แต่ต้องรอดูการจัดวางตำแหน่งหลังมีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงคนใหม่
2. กลุ่ม “ลุ้นย้าย”
มีรายงานข่าวว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนอธิบดีบางกรม โดยเฉพาะกรมที่ถูกประเมินว่า ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีไม่เต็มที่ หรือมีประเด็นเรื่องการสนองนโยบาย ซึ่งเป็นกระแสข่าวที่ถูกพูดถึงก่อนการประชุม ครม.
รายชื่อที่ถูกพูดถึงในกระแสข่าว ได้แก่ กรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์
โดย มีการจับตาอธิบดีหญิง 3 กรม ได้แก่ ประมง พัฒนาที่ดิน และส่งเสริมการเกษตร รวมทั้ง อธิบดีกรมปศุสัตว์ ว่าอาจมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง
. 3.กลุ่ม “ตำแหน่งว่างแน่นอน”
กรมวิชาการเกษตร เนื่องจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขึ้นเป็น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผล 1 ตุลาคม 2569 ทำให้ตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรว่างลง และต้องมีการแต่งตั้งผู้มาดำรงตำแหน่งแทน
การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโยกย้ายตามรอบเกษียณ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการ จัดทีมบริหารชุดแรกของ “ปลัดรพีภัทร์” ที่จะเริ่มทำงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 และเป็นทีมที่ต้องขับเคลื่อนนโยบายของนายสุริยะในปีงบประมาณ 2570
กระแสข่าวการปรับอธิบดี 4 กรมใหญ่จะเกิดขึ้นจริงหรือเป็นเพียงข่าวลือ หาก ครม. เห็นชอบตามโผในวันที่ 27 ก.ค. จะถือเป็นการปรับโครงสร้างผู้บริหารระดับสูงครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ ในรอบปีนี้
ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมคาดหวังไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้ได้รับตำแหน่ง แต่คือการเห็น “คนที่เหมาะกับงาน” ได้เข้ามาขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวง เพื่อให้การแก้ปัญหาของเกษตรกรเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด



