เกี่ยวกับ “อันตรายคนเดินเท้า” นั้น ก่อนหน้านี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีการสะท้อนต่อชุดข้อมูลจากรายงานวิจัยทีดีอาร์ไอ (TDRI) เกี่ยวกับ “บทบาทการออกแบบและการบำรุงรักษาทางข้ามถนนต่อความปลอดภัยของคนเดินเท้า” โดย ดร.สุเมธ องกิตติกุล และคณะวิจัย ซึ่งได้มีการถอดบทเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนของไทยผ่านทฤษฎีสากล มาตรฐานต่างประเทศ สภาพจริงในประเทศไทย รวมถึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายไปแล้วนั้น หากแต่เรื่องนี้นั้น…
ยังมีมุมมองใหม่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีนี้
กับ “ภัยเดินถนนคนไทย” ในยุคปัจจุบัน
ที่อาจจะ “ลบภาพจำ” ของสาเหตุเก่า ๆ
เกี่ยวกับ “อันตรายคนเดินถนน” นั้น นอกจากปัญหาทางกายภาพถนนแล้ว อีกประเด็นที่สังคมมักจะมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิด “ภัยคนเดินถนน” อย่างเช่นในเรื่อง “การไม่มีสมาธิ” ที่สังคมส่วนใหญ่มักจะติดกับ “ภาพจำเดิม” ที่ผู้คนก้มหน้าก้มตาจอดจ่ออยู่กับหน้าจอของสมาร์ทโฟนขณะเดินบนทางเท้า ซึ่งเชื่อกันว่า… เป็นสาเหตุใหญ่ของอุบัติเหตุบนทางเท้าที่เกิดขึ้นกับคนเดินถนน โดยพฤติกรรมนี้ได้กลายเป็นภาพจำที่สังคมเข้าใจว่า… ทำให้เกิดอันตรายของคนเดินถนนขณะเดินบนทางเท้า…
ที่มาจาก “นิสัยติดจอจนไม่ลืมหูลืมตา”
จนถูกเหมารวมเป็นพฤติกรรมมีปัญหา
ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิด “ภัยคนเดินถนน”
อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวอาจถูกเพียงครึ่ง และอีกครึ่งอาจจะเป็นความเข้าใจผิดจากการติดกับภาพจำเก่า ๆ ที่ยังไม่เคยมีการนำพฤติกรรมนี้มาศึกษาวิเคราะห์เพื่อค้นหาคำตอบว่า… สรุปแล้วการก้มหน้าจดจ่อกับสมาร์ทโฟนขณะเดินบนทางเท้าที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงแล้วพฤติกรรมนี้เป็นการเสพติดหน้าจอจริงหรือไม่ หรือมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนี้ ซึ่งความสงสัยเรื่องนี้ได้มีทีมนักวิจัยของ มศว ให้ความสนใจ และได้ลงมือเก็บข้อมูลในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นฐานการวิเคราะห์
เพื่อค้นหาสาเหตุ และคำตอบจากเรื่องนี้

สำหรับงานวิจัยนี้ใช้ชื่อรายงานว่า… “การสื่อสารรณรงค์ความปลอดภัยในการใช้ถนน เพื่อลดการใช้โทรศัพท์ระหว่างการเดินในพื้นที่มหาวิทยาลัยเขตเมือง” จัดทำโดย ทีมนักวิจัยอาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประกอบด้วย ผศ.ดร.รัตนวดี เศรษฐจิตร, ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์, ดร.รัตนางศ์ ตุละวรรณ, ดร.ปริศนา กัมพูสิริ และอนงลักษณ์ สมแพง และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเพิ่งแถลงผลงานของโครงการเมื่อเร็ว ๆ นี้ พร้อมกับจัดเวทีเสวนาเพื่อหาทางออกไปสู่ความร่วมมือเพื่อถนนปลอดภัย โดยมีผู้เชี่ยวชาญขึ้นแลกเปลี่ยนมุมมอง อาทิ ผศ.ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม, รศ.ดร.ทพ.สรสัณห์ รังสิยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ, ผศ.ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร และ ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส.
โดยมีพื้นที่โฟกัสสำคัญเป็น “ย่านอโศก”
ที่มีความชุกของ “อุบัติเหตุคนเดินถนน”
รายงานดังกล่าวของทีมนักวิจัยอาจารย์จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว เปิดเผยข้อมูลที่งพบว่า… ผลการศึกษาพบประเด็นสำคัญน่าสนใจต่าง ๆ โดยเฉพาะการมี “ข้อค้นพบใหม่” เกี่ยวกับ พฤติกรรมที่ดึงความสนใจคนเดินเท้าออกจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาสังคมมักจะเข้าใจผิด หรือมองว่า… การก้มหน้าติดหน้าจอสมาร์ทโฟนของคนเดินถนนที่พบเห็นจนเป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องของ “พฤติกรรมติดหน้าจอ” หากแต่เมื่อทีมนักวิจัย มศว ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็น “ประชากร Gen Z” จำนวน 200 คน บริเวณพื้นที่ มศว ประสานมิตร ย่านอโศก กรุงเทพฯ กลับพบว่า…พฤติกรรมก้มดูหน้าจอไม่ได้เกิดจากการเสพคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยมาจาก… “จำเป็นต้องสื่อสารกับผู้อื่น”
ทำให้ต้องก้มหน้าดูหน้าจอสมาร์ทโฟน

นอกจากนั้นในรายงานยังเผยข้อมูลน่าสนใจ แบ่งเป็นพฤติกรรมต่าง ๆ โดยที่พบได้มากที่สุด ได้แก่ การใช้โทรศัพท์เพื่อแชทขณะเดินบนถนนหรือทางเท้า อยู่ที่ร้อยละ 81 รองลงมาคือ ใช้สมาร์โฟนเพื่อเลื่อนดูอินสตาแกรม ร้อยละ 72 เลื่อนดูติ๊กต็อก ร้อยละ 65.5 และเล่นเกมขณะเดิน บนถนนหรือท่างเท้า พบสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 31 โดยผลการศึกษาที่สะท้อนออกมานี้ สะท้อนว่า… พฤติกรรมที่ดึงความสนใจของคนเดินเท้าออกจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ไม่ได้เกิดจากการเสพคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “การสื่อสารกับผู้อื่น” ดูได้จากตัวเลขของคำตอบที่สูงถึงร้อยละ 81 ที่กลุ่มตัวอย่างใช้โทรศัพท์เพื่อแชทขณะเดิน และจากข้อค้นพบดังกล่าว สะท้อนว่า… การรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือทางเท้าไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การบอกให้ “เลิกใช้โทรศัพท์” แต่ ควรออกแบบสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง เช่น หยุดเดินก่อน แล้วค่อยตอบ เป็นต้น
เพื่อจะเป็นการเสนอทางเลือกที่ปลอดภัย
ขณะที่อีกหนึ่งแนวทางสำคัญของโครงการ ที่ทีมนักวิจัย มศว ชุดนี้ได้มีการเสนอแนะไว้คือ ควรปลี่ยนจากกลุ่มเสี่ยงให้เป็นกลุ่มสื่อ ผ่านการพัฒนาทักษะ Data Storytelling โดยเฉพาะในกลุ่มประชากร Gen Z เช่น นิสิต ให้สามารถนำข้อมูลมาสร้างสารรณรงค์และสื่อสารกับเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน เพื่อสร้างความตระหนักให้สังคม รวมถึงเป็นการ “เตือนเพื่อนเมื่อเห็นพฤติกรรมเสี่ยง” และสำหรับเป้าหมายในอนาคตระยะต่อไปนั้น อาจจะจัดทำแนวทางต่าง ๆ เพื่อสร้างถนนปลอดภัยเพิ่มเติม ในด้านต่าง ๆ อาทิ การศึกษาพฤติกรรมจริง ณ จุดเสี่ยง, การผลักดันการสื่อสารรณรงค์สู่ระดับนโยบาย และยกระดับความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่อโศก รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต เพื่อร่วมกันพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ดี
“คาดหวังให้ข้อมูลจากงานวิจัยนี้ถูกนำไปใช้ต่อยอดไปยังกลุ่มเครือข่าย โดยคาดหวังให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกที่ช่วยผลกระทบของปัญหาดังกล่าว รวมถึงเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในพื้นที่เมืองร่วมกัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” …เป็นเป้าหมายที่ทีมนักวิจัย มศว ผู้จัดทำรายงานฉบับนี้คาดหวังไว้…
หลังจากช่วยเปิด “มุมมองใหม่ ๆ ภัยเดินถนน”
ที่พฤติกรรมการ “เดินก้มหน้าดูจอ” นั้นพบว่า…
ส่วนหนึ่งมีปัจจัยจาก “จำเป็นจะต้องตอบแชท”
ไม่ใช่จากการ “เล่นเกม–ดูคลิป” แค่อย่างเดียว.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



