เกี่ยวกับ “ปมปัญหา” เรื่อง “ที่ดินวัดในประเทศไทย” ซึ่งมักเกิดกรณีพิพาท “กรรมสิทธิ์” ระหว่างทายาทผู้บริจาคและวัดเสมอ ๆ นั้น ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในระยะหลัง โดยเฉพาะเมื่อ “มูลค่าที่ดิน” มีแต่จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ กรณีนี้ทำให้ “วัด–พระ” จึงจำเป็น “ต้องรู้ข้อกฎหมาย” ไว้บ้าง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการระวังและป้องกัน “ไม่ให้ที่ดินวัดเกิดปัญหา” ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการจัดทำ “คู่มือสำหรับวัด” เอาไว้ เพื่อให้วัดและผู้ดูแลใช้เป็นหลักปฏิบัติ…
เพื่อให้ “ทรัพย์สินวัด” และ“ที่ดินวัด” นั้น
“ปลอดภัย–ห่างไกล” จาก “ปัญหาพิพาท”
สำหรับชุดข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาประมวลและสะท้อนต่อนั้น จัดทำโดย เฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ที่ได้รวบรวมแนวทางต่าง ๆ รวมถึง “ข้อควรระวังของวัด” เอาไว้ เพื่อให้วัดต่าง ๆ นำไปใช้เป็นหลักปฏิบัติสำหรับ “ป้องกันปัญหาพิพาท” ที่จะเกิดขึ้นกับ “ที่ดินวัด-ทรัพย์สินของวัด” ซึ่งคำแนะนำจะเป็นอย่างไร? มีหลักวิธีเช่นไรต้องมาพิจารณาจากข้อมูลที่เผยแพร่ไว้กันดู โดย เฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ชี้ว่า… “ที่ดินและทรัพย์สินของวัด” เป็นข้อพิพาทที่สร้างความหนักใจและเป็นภาระแก่พระสังฆาธิการของวัดต่าง ๆ มากที่สุด รองจากเรื่องของเงินบริจาค ดังนั้นการทำความเข้าใจข้อกฎหมายจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้วัดสามารถรักษาทรัพย์สินของวัดให้ห่างไกลจากข้อพิพาทได้

ทั้งนี้ แหล่งข้อมูลเดิมให้คำแนะนำผ่านชุดข้อมูลที่มีชื่อหัวข้อว่า… ทรัพย์สินวัด ที่ดิน อาคาร ครุภัณฑ์ (ทะเบียนทรัพย์สินที่ควรทำ และการอนุญาตใช้ทรัพย์สิน) เพื่อให้พระสังฆาธิการ กรรมการวัด และพุทธศาสนิกชนไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการบริหารวัดที่เสี่ยงผิดระเบียบ ซึ่งจะช่วยให้วัดสามารถปกป้องที่ดินของพระพุทธศาสนาให้คงอยู่อย่างยั่งยืน สง่างาม และถูกต้องตามหลักนิติธรรม โดยมีคำแนะนำแบ่งออกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ซึ่งที่สำคัญและน่าสนใจนั้น มีดังนี้…
“เอกสารสิทธิ์ที่ดิน” เป็นสิ่งที่ต้องระวังเป็นอันดับต้น ๆ โดยถ้าหากเป็น กรณีที่ดินของเอกชน หรือ ที่ดินส่วนบุคคล ซึ่งได้นำมาสร้างวัดกรณีนี้ ต้องมีหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด หรือ “แบบ ศถ.2 แนบโฉนด” ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีหนังสือยินยอมของคู่สมรสของผู้บริจาค ด้วย หรือ กรณีบริจาคด้วยปากเปล่า โดยไม่มีเอกสารยินยอมที่ครบถ้วนตามกฎหมาย กรณีนี้มักกลายเป็นช่องโหว่ให้ทายาทฟ้องร้องในภายหลังได้ ส่วน กรณีที่ดินเป็นของรัฐ เช่น เป็นพื้นที่ป่าไม้ หรือ ส.ป.ก. นั้น ต้องได้รับอนุมัติใช้พื้นที่จากหน่วยงานเจ้าของสิทธิ์อย่างถูกต้อง เป็น “หลักน่ารู้” ที่วัดและผู้เกี่ยวข้องต้องทำความเข้าใจ
ขณะที่ การบริหารจัดการ “ศาสนสมบัติและที่ดินของวัด” นั้น แหล่งข้อมูลย้ำว่า… เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นที่ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่วัดไม่รู้หลักวิธีบริหารจัดการ อาทิ ตกลงกันไว้แค่เพียงทางวาจา เช่น วัดได้ปล่อยให้ชาวบ้านเข้ามาปลูกสร้างอาคารหรือใช้พื้นที่วัดเป็นทางผ่าน โดยตกลงกันไว้ด้วยวาจาเท่านั้น หรือ วัดนำที่ดินวัดไปปล่อยให้เอกชนเช่าเชิงพาณิชย์โดยพลการ โดยสองตัวอย่างข้างต้นนี้ นับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับวัดและผู้ดูแลวัด เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อระเบียบของมหาเถรสมาคม และทำให้พระสังฆาธิการตกเป็นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีมาแล้วจำนวนไม่น้อย โดยคำแนะนำที่ระบุไว้ในเฟซบุ๊กสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปางนั้นย้ำไว้ว่า… การจัดการทรัพย์สินวัดต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้ความเกรงใจ ไปสู่การบริหารจัดการตามระบบกฎหมายและระเบียบ อย่างเคร่งครัด…
นอกจากนั้น สิ่งที่ “พระสังฆาธิการ–กรรมการวัด” ต้องทำความเข้าใจให้ดี ๆ เพื่อป้องกันความสับสนจนอาจทำให้พลั้งเผลอทำผิดพลาดได้ คือเรื่องของ “ประเภทที่ดิน” โดยข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปางอธิบายเกี่ยวกับ “ประเภทที่ดินวัด” ตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 33 ว่า… กฎหมายดังกล่าวได้แบ่งที่ดินวัดเป็น 3 ประเภทด้วยกัน นั่นคือ… ประเภทแรก “ที่วัด” คือที่ตั้งของวัด ตลอดจนเขตของวัด, ประเภทที่สอง “ที่ธรณีสงฆ์” คือสมบัติของวัด แต่ไม่ได้เป็นที่ตั้งวัด และไม่มีขอบเขตติดกับที่วัด สุดท้ายประเภทที่สามคือ “ที่กัลปนา” เป็นที่ดินที่ผู้อื่นอุทิศเฉพาะผลประโยชน์ให้วัด โดยแหล่งข้อมูลนี้ย้ำว่า… ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องประเภทที่ดินมักนำมาสู่ข้อผิดพลาดทางกฎหมาย เช่น พระสังฆาธิการสับสนระหว่างที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ แล้วนำที่กัลปนาซึ่งวัดมีสิทธิแค่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เพราะกรรมสิทธิ์ที่ดินยังเป็นของบุคคลธรรมดาไปให้เอกชนเช่าปลูกสร้างอาคารระยะยาว กรณีนี้ก็เคยกลายเป็นกรณีฟ้องร้องขับไล่จากทายาทผู้บริจาคเดิมมาแล้ว เป็นต้น
นี่เป็นตัวอย่างปัญหาที่มาจากความไม่เข้าใจ
ข้อกฎหมายเรื่องของ “ประเภทที่ดินของวัด”
ประเด็นถัดมาที่แหล่งข้อมูลย้ำไว้ก็คือเรื่อง “การขึ้นทะเบียนทรัพย์สิน” และ “การเก็บรักษาโฉนดที่ดิน” ซึ่งเป็น “ช่องโหว่สำคัญ” ทำให้พระและวัดหลายแห่งทำผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจจากความไม่รู้และความไม่เข้าใจข้อกฎหมาย โดยใน กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 ข้อ 3 ระบุแนวทางเรื่องนี้ไว้ว่า… ต้องลงทะเบียนทรัพย์สินต่าง ๆ ครุภัณฑ์ ที่ดินไว้เป็นหลักฐานให้ครบถ้วน และที่สำคัญที่สุดคือเอกสารอย่าง “โฉนดที่ดิน” หรือเอกสารเกี่ยวกับสิทธิที่ดินต่าง ๆ เช่น น.ส.3 ส.ค.1 ของวัดในส่วนภูมิภาคนั้น ระเบียบนี้ระบุชัดเจนว่า… ต้องนำไปเก็บรักษาที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เพื่อความปลอดภัย เพราะหากเจ้าอาวาสเก็บโฉนดที่ดินตัวจริงของวัดไว้ที่กุฏิ เมื่อมรณภาพลง ทรัพย์สินและเอกสารอาจสูญหายไป หรือถูกทายาทหรือบุคคลภายนอกนำไปซุกซ่อน จนทำให้วัดสูญเสียหลักฐานสำคัญในการยืนยันสิทธิ
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่มีการย้ำไว้ก็คือเรื่องของ “การจัดให้เช่าที่ดินและอาคารของวัด” โดยวัดสามารถนำที่ดินไปจัดหาประโยชน์เพื่อนำรายได้มาบำรุงเสนาสนะได้ แต่ก็ “มีเงื่อนไข–มีหลักปฏิบัติ” อาทิ ต้องทำเป็นหนังสือสัญญาให้ถูกต้องตามขั้นตอน เช่น หากเป็นการเช่าที่มีระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี ถือเป็นอำนาจโดยตรงของเจ้าอาวาสในการอนุมัติ แต่หากเป็นการให้เช่าที่มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปีขึ้นไป กรณีนี้จะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และต้องได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมก่อน จึงจะสามารถทำได้ …เป็นแนวปฏิบัติการ “นำที่ดินวัดไปให้เช่า” ซึ่งวัดมักทำผิดพลาดบ่อย ๆ…
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมไทยเริ่มมีปุจฉามากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจาก “ข้อพิพาทเรื่องที่ดินวัด” ในไทยระยะหลังเกิดขึ้นถี่ ๆ ซึ่งเรื่องนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มองว่า… สาเหตุที่ทำให้ที่ดินวัดมักตกเป็นเป้าหมายในระยะหลังนั้น อาจมาจากปัจจัยดังนี้… “ทำเลที่ตั้งวัดมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น” เช่น ราคาประเมินที่ดิน หรือราคาตลาดสูงขึ้นกว่าในอดีต เช่น อยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง ในทำเลทอง ใกล้ศูนย์กลางคมนาคม หรือแหล่งท่องเที่ยว และจากการที่บางคน “เห็นช่องโหว่ด้านการบริหารจัดการของวัด” เช่น วัดขาดการทำรังวัดที่ชัดเจน ทำให้มีเอกสารสิทธิ์ไม่ครบ จนทำให้ “เห็นโอกาส” ที่จะแสวงหาประโยชน์จาก “ที่ดินวัด”…
เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขปเรื่อง “ที่ดินวัด”
รวมไปถึง “คู่มือเบื้องต้น” เพื่อเลี่ยงปัญหา
ในยุคที่ “ที่ดินวัด” ถูกมองเป็น “ไข่ทองคำ”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



