เกี่ยวกับ การ “อายุยืนแบบมีคุณภาพชีวิตดี” หรือ Longevity Society” นั้น เป็นแนวคิดที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากการที่คน ๆ หนึ่งมีชีวิตที่ยืนยาวนานขึ้นนั้น ไม่ได้มีแค่ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น แต่มาพร้อมกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ในหลาย ๆ ด้าน เหตุนี้สังคมจึงต้องมีแผนรับมือที่รอบด้าน เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุนั้น มีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม…

ทั้งนี้ เมื่อพลิกแฟ้มย้อนดูที่ตัวเลขกับสถิติของกรมกิจการผู้สูงอายุ พบว่า…จนถึงตอนนี้ ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปสะสมอยู่ที่ประมาณ 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนว่า… การดูแลสุขภาพไม่อาจมุ่งเพียงการมีอายุยืน แต่ต้องช่วยให้คนรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระให้นานมากที่สุด โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้คนลดความเสี่ยงจากอาการเจ็บป่วย หรือลดการเกิดปัญหาสุขภาพตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะถ้าหากไทยต้องการมุ่งสู่การเป็น “สังคมอายุยืนที่มีคุณภาพ” โดยเรื่องนี้ภาครัฐและทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องหาแนวทางทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น…

โดยเฉพาะการป้องกันป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

ที่มีแนวโน้มเกิดเพิ่มขึ้นในประชากรวัยทำงาน

จนอาจเป็นอุปสรรคต่อการเป็นสังคมลองจีวิตี้

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์

เกี่ยวกับ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งปัจจุบันพบคนไทยเจ็บป่วยโดยมีสาเหตุจากโรคกลุ่มนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ รวมไปถึงยังพบแนวโน้มเกิด “โรคสมองเสื่อมก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้น” กำลังเป็นปัญหาใหญ่ทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า1.6 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดสมอง” ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่สร้างภาระด้านค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวของครอบครัวและระบบสาธารณสุข โดยข้อมูลของกรมควบคุมโรคจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ ( HDC) ซึ่งพบว่า… ปี 2567 ไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองถึง 358,062 ราย และมีผู้เสียชีวิต 39,086 ราย โดยเป็น สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย …นี่เป็นตัวเลขเกี่ยวกับ “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” ที่เป็นปัญหาในเวลานี้ ซึ่งมีมีจุดโฟกัสสำคัญอยู่ที่ “โรคหลอดเลือดสมอง”

สำหรับแนวทางเพื่อ “ลดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง” รวมถึง “โรคสมองเสื่อมก่อนวัยอันควร” นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเสวนาน่าสนใจถึงประเด็นดังกล่าว จัดโดยเคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้ในการดูแลสุขภาพ และเพื่อเตรียมตัวรองรับการก้าวสู่สังคมอายุยืนของประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมวิธีดูแลสุขภาพสมองให้แข็งแรงควบไปคู่กับการอายุยืน โดยหนึ่งผู้บรรยายคือ นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท และผู้เชี่ยวชาญโรคพาร์กินสันและความผิดปกติของการเคลื่อนไหว ชี้ว่า… แม้โรคทางสมองจะพบมากขึ้นตามอายุ แต่ปัจจุบันไม่ได้พบโรคนี้แค่ในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างเดียว เพราะเริ่ม พบคนวัยทำงานป่วยจากโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น ทำให้การดูแลสุขภาพสมองไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงวัย แต่เป็นเรื่องของทุกเพศ ทุกวัยเช่นกัน…

จากแนวโน้มที่คนวัยทำงานเจ็บป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนว่าโรคทางสมองไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงวัย แต่เป็นเรื่องของทุก ๆ คน เพราะไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ป่วย แต่ส่งผลถึงคนทั้งครอบครัว โดยเมื่อผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการคิด เคลื่อนไหว หรือดูแลตัวเอง คนในครอบครัวต้องรับบทบาทเป็นผู้ดูแล ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต รายได้ และภาระค่าใช้จ่าย ดังนั้นสุขภาพสมองจึงไม่ใช่แค่เรื่องทางการแพทย์ แต่เป็นประเด็นเศรษฐกิจและสังคมด้วย”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยังสะท้อนอีกว่า… ในทุก ๆ วันที่ผู้ป่วยโรคทางสมองสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตไป ย่อมหมายถึง “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” ของครอบครัว ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากสิ่งที่ผู้ป่วยสูญเสียไปไม่ใช่แค่ความทรงจำหรือการเคลื่อนไหว แต่คือความสามารถในการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ยิ่งในปัจจุบันไทยมีแนวโน้มผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวขึ้น ดังนั้นการป้องกันและลดความเสี่ยงไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรคทางสมองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ …นพ.อภิชาติ เสนอแนวทางขับเคลื่อนเรื่องนี้

ภายใต้แนวคิด “อายุยืนคู่สมองที่แข็งแรง”

เพื่อให้ไทยเกิดสังคมลองจีวิตี้ที่มีคุณภาพ

พร้อมกับกล่าวเพิ่มเติมว่า… โจทย์ใหม่ของสังคมสูงอายุไทยวันนี้ ไม่ควรมองแค่ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องสร้างแนวทางช่วยให้ “คนไทยมีสุขภาพสมองแข็งแรง” ด้วย อาทิ การสร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยมองเรื่องของการดูแลสุขภาพสมอง ว่า… ไม่ใช่เรื่องที่ควรรอจนเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่สามารถดูแลได้ตั้งแต่กลุ่มวัยทำงาน ตั้งแต่การป้องกัน สังเกตอาการผิดปกติ การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟูที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรรอให้เกิดโรคแล้วจึงรักษา ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น ทำให้การวินิจฉัยทำได้ไวขึ้น รวมไปถึงช่วยให้การวางแผนรักษากับการฟื้นฟูของผู้ป่วยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น…

จนช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

แพทย์คนเดิมกล่าวอีกว่า… แม้โรคทางสมองบางชนิดจะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ ด้วยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน ไขมันในเลือด รวมถึงควรเริ่มต้นดูแลสมองตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง ไม่ใช่รอจนเกิดอาการผิดปกติ โดยควรตรวจเป็นประจำ และ “รู้จักสังเกตความผิดปกติ” ของตัวเอง และคนรอบข้าง โดย “สัญญาณเตือน” ที่สำคัญมีดังนี้… 1.มือสั่น ขณะหยุดพัก 2.เคลื่อนไหว เดินช้าลง เดินไม่มั่นคง หกล้มบ่อย 3.ความจำถดถอยผิดปกติ 4.พูดไม่ชัด กลืนลำบาก และ5มีพฤติกรรมผิดปกติระหว่างนอนหลับ ในขณะที่ “อาการเฉียบพลัน” ที่อาจบ่งบอกการป่วยด้วยโรคทางสมอง มีอาทิ… ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบรับการรักษาโดยเร็ว เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าส่งผลต่อโอกาสการฟื้นตัว …แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองแนะนำเรื่องนี้

ทางด้าน สิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารเคทีซี ที่สนับสนุนงานเสวนาดังกล่าว ชี้ว่า… การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรเริ่มวางแผนตั้งแต่วัยทำงาน เพราะการมีอายุยืนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อยังสามารถใช้ชีวิตได้ดีและมีคุณภาพ ซึ่งอดีตเราอาจวางแผนการเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ แต่วันนี้อาจจะต้องเพิ่ม “การวางแผนสุขภาพสมอง” ไปพร้อมกันเพราะต่อให้มีเงินมากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ คุณภาพชีวิตก็อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง… นี่คือเหตุผลที่วันนี้ คนไทยควรต้องลงทุนกับการดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้น…เป็นอีกหนึ่งมุมมองน่าสนใจ ที่สะท้อนเอาไว้ในเวทีนี้

ที่เรื่อง “ลองจีวิตี้” วันนี้ก็มีโจทย์ใหม่เพิ่มขึ้น

จนอาจต้อง “ใช้มุมมองใหม่ๆ” ในการรับมือ

ตัวอย่างเช่น “ช่วยดูแลวัยทำงาน” ให้ไม่ป่วย.

ทีมสกู๊ปเดลินิส์