ทั้งนี้ เกี่ยวกับ “เกณฑ์ประเมินคนจน” หรือว่าด้วย “ตัวชี้วัดความยากจน” นั้น ก่อนหน้านี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้มีการนำเสนอมุมมองของนักวิชาการที่ได้ออกมาอธิบายถึง “เส้นแบ่งความยากจน” ว่า… หากจะให้เกิดประสิทธิภาพโดยไม่มีใครตกหล่น เกณฑ์ชี้วัดความยากจน และการประเมินนั้น อาจจำเป็นจะต้องมีการตีความและนิยามใหม่เกี่ยวกับ “คนจน-ความยากจน”
ยิ่งในยุคนี้เป็นยุคเศรษฐกิจใหม่ที่ซับซ้อน
เกณฑ์ชี้วัดยากจนแบบเก่าอาจใช้ไม่พอ
เกี่ยวกับ “มุมวิเคราะห์” ที่สะท้อนต่อกรณี “ตัวชี้วัด” หรือ “เส้นแบ่งความยากจน” นี้ ทาง รศ.ดร.ภูษิต วงษ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เคยสะท้อนไว้ ตั้งแต่ในช่วงที่รัฐบาลเริ่ม “เคาะแนวทางเกณฑ์ประเมิน” โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งหลาย ๆ ประเด็นมีมุมมองน่าสนใจ จนทำให้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากจะชวนมาพลิกแฟ้มเพื่อย้อนดูข้อมูลนี้กันอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจและให้หลายคนได้เห็นภาพว่า… ถ้าจะให้ดีตัวชี้วัดความจนนั้นควรเป็นอย่างไร

รศ.ดร.ภูษิต วงษ์หล่อสายชล
ทั้งนี้ รศ.ดร.ภูษิตรองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์และสะท้อนถึงประเด็น “เกณฑ์ชี้วัดความยากจน” ไว้ว่า… เส้นความยากจน (Poverty Line) ในทางเศรษฐศาสตร์กระแสเดิมนั้นมักจะ “นิยามเส้นแบ่งความจน” ว่า… เป็นระดับรายจ่ายขั้นต่ำสุดที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยดูจากรายจ่ายอุปโภคบริโภคต่อเดือนเป็นหลักว่า… คนหนึ่งจะมีความสามารถในการอยู่รอดได้อย่างไร? ซึ่งเส้นแบ่งความจนในมุมมองของเศรษฐศาสตร์กระแสเดิม มักจะประเมินดูจากระดับรายจ่ายขั้นต่ำสุดที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง อีกทั้งระบบเศรษฐกิจก็มีการปรับตัวตลอดเวลา กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า… เกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำสุดที่เคยใช้มาตลอดนี้ รวมถึงสูตรที่ใช้คำนวณแบบเก่ายังเหมาะสมหรือไม่ เนื่องจากความต้องการพื้นฐานในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสังคมแต่ละยุคสมัยนั้น…แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง!! และอาจทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา…นี่เป็นมุมมองที่นักวิชาการเคยสะท้อนไว้ก่อนหน้านี้
นักวิชาการคนเดิม ยังอธิบายถึง “หลักการวัดความยากจนยุคใหม่” ที่มักนำมาใช้ในปัจจุบัน เพื่อ “นิยาม–จำแนกความยากจน” ว่า… มักจะแบ่งเป็น 4 หลักการสำคัญ คือ…1.ความยากจนแบบสัมบูรณ์ คือการที่บุคคลมีรายจ่ายต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ในระดับพื้นฐาน เช่น ถ้ากำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่ควรมี คือ 100 บาทต่อวัน แต่คนนั้นจ่ายได้ต่ำกว่า100 บาท ก็จะถือเป็นคนจนเชิงสัมบูรณ์ทันที 2.ความยากจนแบบสัมพัทธ์ ที่เป็นการเปรียบเทียบรายได้กับคนส่วนใหญ่ในประเทศ โดยถ้ารายได้ใครต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลางของประชากรในระดับหนึ่ง ก็จะถูกจัดให้กลายเป็นคนจนในทันที
3.ความยากจนในมิติโอกาส ที่เป็นหัวใจในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเกณฑ์ชี้วัดรูปแบบนี้ ไม่มองเพียงแค่ตัวเลขรายได้หรือรายจ่ายเป็นหลัก แต่จะมองไปที่โอกาสการเข้าถึงบริการ รวมถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตด้วย อาทิ โอกาสในการได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ โอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย หรือการมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย และสุดท้ายคือ 4.ความเปราะบาง หมายถึงประชากรที่ไม่มีเงินออมหรือเงินสำรอง ซึ่งถ้ามองในภาวะปกติแล้ว คนกลุ่มนี้อาจมีรายได้พ้นเส้นยากจนขั้นต่ำ แต่เมื่อต้องเผชิญวิกฤติที่ไม่คาดฝัน หรือปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ เช่น โควิด-19 หรือการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงในครอบครัว คนกลุ่มนี้ก็จะตกสถานะเป็นคนยากจนทันที เนื่องจากไม่มีเบาะรองรับทางเศรษฐกิจเลย…
นี่เป็น “เกณฑ์วัดความจน” ทั้ง 4 รูปแบบ
ที่เศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มักนิยมนำมาใช้

รศ.ดร.ภูษิต ยังได้ยกตัวอย่างการ “ใช้เกณฑ์วัดความยากจนระดับสากล” ว่า…หลาย ๆ ประเทศได้ขยับเส้นชี้วัดดังกล่าว หรือปรับเกณฑ์เส้นยากจนแตกต่างกันไป เช่น ธนาคารโลก หรือWorld Bank กำหนดเกณฑ์เส้นชี้วัดความยากจนแปรผันตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เช่น ถ้าเป็นกลุ่มประเทศยากจนหรือรายได้ต่ำ เกณฑ์นี้จะกำหนดเอาไว้ในระดับต่ำที่ 3 ดอลลาร์ต่อวัน แต่ถ้าเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับบน จนถึงประเทศร่ำรวย เส้นนี้ก็จะขยับขึ้นไปที่ 8.3 ดอลลาร์ต่อวัน เป็นต้น และนอกจากมาตรฐานตามธนาคารโลกแล้ว ยังมีเกณฑ์ชี้วัดของ OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่มีการนำมาใช้เช่นกัน โดย OECD ได้กำหนดให้ “คนจนคือผู้มีรายได้ต่ำกว่า 50% ของค่ามัธยฐาน” ซึ่งหลายประเทศในยุโรปก็นำเส้นมาตรฐานนี้มาใช้ โดยบางประเทศของยุโรปมีการขยับเกณฑ์ชี้วัดคนจนสูงขึ้นไปถึง 60% ของค่ามัธยฐานรายได้ประชากรก็ยังมี ทั้งนี้ จุดประสงค์ที่มีการขยับหรือปรับเส้นนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามสภาพความเป็นจริง …เป็นตัวอย่างที่หยิบยกมาเพื่อสะท้อนว่า…
“เกณฑ์ชี้วัดความยากจนสามารถปรับได้”
เพื่อให้สะท้อน… “ความเป็นจริงได้มากสุด”
นอกจากนั้น รศ.ดร.ภูษิต ยังชี้ว่า… ประเทศไทยไม่ควรดูที่ตัวเลขรายได้อย่างเดียว แต่ควรต้องพิจารณาดูในหลายมิติ เพื่อให้ครอบคลุมรอบด้าน โดยกับ “เรื่องยุ่งของบัตรคนจน” นี้ สามารถสะท้อนให้เห็น “ปัญหาที่เรื้อรังที่สุดของสังคมไทย” นั่นก็คือ “การตกสำรวจของคนจน” ที่มีปัจจัยสาเหตุมาจาก “ความไม่ชัดเจน–ความคลาดเคลื่อน” ของฐานข้อมูลภาครัฐ ที่ยังไม่มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ยังไม่นับรวมการ “ขาดความรู้ทางดิจิทัล” ของคนไทยส่วนหนึ่งที่ปัจจุบันเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐนำมาใช้ในกระบวนการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ จึงทำให้ถูกตัดออกจากระบบช่วยเหลือ…เป็น “อุปสรรค” ที่ ผศ.ดร.ภูษิต ได้วิเคราะห์ และสะท้อนปัญหาเรื่องนี้ไว้
“ส่วนตัวอยากเสนอให้เปลี่ยนจากตั้งรับเป็นเชิงรุก โดยเริ่มจากเปลี่ยนทัศนคติและทำความรู้จักคนจนให้จริงเสียก่อน และควรทบทวนนิยามความจนให้ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้สูงอายุ และนำปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ มาร่วมคำนวณในสูตรดัชนีชี้วัด เช่น ภาวะหนี้สิน ภาวะสุขภาพกายและจิตใจ ตลอดจนความสามารถของบุคคลในการฟื้นตัวจากวิกฤตินำมาประกอบ ซึ่งหากนำปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน เชื่อว่า… จะทำให้รัฐมองเห็นความจริงที่ว่า…สรุปแล้วใครกันแน่ที่เป็นคนยากจนที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการวางนโยบายช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ โดยไม่มีใครต้องตกหล่น”…เป็นการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ภูษิต ถึงเรื่อง“เส้นแบ่งความยากจน” ที่สะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เอาไว้ ก่อนหน้าที่จะมีประเด็นร้อน “บัตรคนจน” ซึ่งในมุมมองนักวิชาการนั้นได้เคยย้ำเตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้อย่างชัดเจนว่า…
ถ้าหากไม่อยากให้เกิดปัญหาอลวนขึ้นมานั้น
“ควรเปลี่ยนมุมมอง” โดยมอง “ความจนใหม่”
เพื่อให้เห็นว่า… “ใครจนจริง–ใครจนเทียม?”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์


