นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ หรือ “หมอท้อป” จิตแพทย์ประจำ Me Center Clinic ได้ออกมาเตือนถึงภัยเงียบจากการเสพข่าวร้าย พร้อมแนะวิธีดูแลจิตใจตัวเอง และเคล็ดลับการปกป้องเด็กๆ จากวงจรความรุนแรงที่เราสามารถเริ่มต้นทำได้ทันที

หมอท้อป – นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ
เช็กอาการด่วน! คุณกำลังเสพข่าวร้ายจน “เกินลิมิต” หรือไม่?
การเสพข่าวความรุนแรงซ้ำๆ วนๆ เสี่ยงที่จะทำให้สมองได้รับผลกระทบ ลองสังเกตตัวเองดูว่าคุณกำลังมีอาการเหล่านี้หรือไม่
- จิตใจเริ่มพัง: รู้สึกเครียด จิตตก หดหู่ หรือถึงขั้นนอนไม่หลับหลังจากเสพข่าว
- อารมณ์ดำดิ่ง: การดูรายละเอียดลึกเกินความจำเป็น หรือดูคลิปเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะสร้าง “รอยแผลเป็นทางอารมณ์” ให้กับตัวเอง
- ร่างกายประท้วง: พิษของการเสพข่าวร้ายไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพจิต แต่ยังลุกลามไปทำลายสุขภาพกาย ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และอาจกลายเป็น “ความเหนื่อยล้าเรื้อรัง” จากการสะสมความเครียดเงียบๆ ในร่างกาย
คำแนะนำจากจิตแพทย์: หากคุณมีอาการเหล่านี้ สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่ต้องทำทันทีคือ “ต้องพักการเสพข่าวสาร” เพื่อขีดเส้นแบ่งให้ตัวเองได้พักสมองบ้าง
“กฎเหล็กโซเชียล” สเต็ปหยุดวงจรความบอบช้ำ
ในยุควิกฤติที่ข้อมูลหลั่งไหลทุกนาที สังคมออนไลน์ต้องร่วมกันปรับมายด์เซ็ตใหม่ เพื่อไม่ให้ข่าวร้ายทำร้ายเราไปมากกว่านี้
- รู้แค่ผิวเผินก็พอ: ติดตามข่าวสารแค่ให้ทราบว่า “เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นและที่ไหน” ก็เพียงพอแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้สมองรับมือความเครียดจนเกินขีดจำกัด
- หยุดแชร์ภาพกระตุ้นอารมณ์: ไม่ว่าจะเป็นภาพเหตุการณ์สด ภาพใบหน้าผู้ก่อเหตุ หรือภาพผู้เสียชีวิต ต้องหยุดแชร์ทันที เพราะการแชร์ต่อคือการส่งมอบความบอบช้ำทางจิตใจไปสู่ผู้อื่น
- ไม่ออกความเห็นด่วนสรุป: เรามีหน้าที่แค่รับดู รับทราบ และรับรู้ การนำข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันมาวิเคราะห์หรือด่วนสรุปล่วงหน้า จะยิ่งสร้างความโกลาหลและความหวาดกลัวให้ทวีคูณ
ทำไม “เด็กและเยาวชน” ถึงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด?
สิ่งหนึ่งที่น่าตกใจจากเหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบันคือ “อายุของผู้ก่อเหตุ” ที่มีแนวโน้มอายุน้อยลงเรื่อยๆ จิตแพทย์ย้ำเตือนว่า กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดจากเหตุผลดังนี้:
- ร่างกายและสมองของเด็กยังเติบโตไม่เต็มที่ และมีประสบการณ์ชีวิตไม่เท่ากับผู้ใหญ่
- การปล่อยให้เยาวชนดูข่าวความรุนแรงซ้ำๆ อาจเข้าไปสร้าง “ภาพจำ” ในสมอง ที่พร้อมจะปะทุออกมาเมื่อเผชิญวิกฤติ
- ความน่ากังวลที่สุดคือ “พฤติกรรมเลียนแบบ” เมื่อเด็กหาทางออกกับปัญหาชีวิตไม่ได้ ภาพความรุนแรงที่เคยเสพอาจถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาโดยไม่รู้ตัว
สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่บ้าน: ทางออกตัดวงจรความรุนแรง
ทางออกที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มต้นที่ตัวผู้ใหญ่ ด้วยการดูแลโอบอุ้มเด็กๆ อย่างเข้าใจ
- พ่อแม่ต้องเป็นนักสังเกต: หากพบว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป เช่น ซึมเศร้า ดูเครียด พูดคุยน้อยลง หรือเริ่มเก็บตัว ผู้ปกครองต้องก้าวเข้าไปหาด้วยหัวใจที่เปิดกว้างและปราศจากอคติ
- ยึดกฎ 3 ห้ามในการรับฟัง: กฎสำคัญคือ “ห้ามดุด่า-ห้ามสั่งสอน-ห้ามตัดสิน”
- ให้เวลา ไม่เร่งรัด: ต้องทำให้เด็กรู้สึกมั่นใจว่าครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถเปิดเผยความอ่อนแอ หรือเล่าปัญหาที่ซ่อนอยู่ในใจได้ ความสามารถในการเล่าปัญหาของเด็กต่างกัน จึงไม่ควรเร่งรัดคำตอบ
- พึ่งพาจิตแพทย์: หากพ่อแม่รับฟังแล้วอาการของเด็กยังไม่ดีขึ้น หรือปัญหาซับซ้อนเกินกว่าจะรับมือไหว การพาน้องๆ ไปพบผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์เพื่อให้เป็นคนกลาง ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
การรับฟังและพูดคุยอย่างเข้าใจ ไม่เพียงแต่ช่วยเยียวยาจิตใจคนในครอบครัว แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วย “ตัดวงจรความรุนแรง” ในสังคมได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



