สำหรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็อยากจะถอดรหัสเรื่องนี้เช่นกัน โดยเรื่องนี้ได้มีการวิเคราะห์จากทาง ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ หรือ “หมอแน็ต” โฆษกกระทรวงสาธารณสุข, โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพ ที่สะท้อนมุมมองทางจิตวิทยาสังคมต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยความโศกเศร้าที่ผู้คนมีต่อยูทูบเบอร์หนุ่มนักเดินทางรายนี้…
ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ
แต่เป็นภาพสะท้อนถึง “จิตใจผู้คน” ด้วย

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์
ทั้งนี้ เพื่อถอดรหัสปรากฏการณ์นี้ เรื่องนี้ “หมอแน็ต” หรือ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข, โฆษกกรมสุขภาพจิต และผู้อำนวยการสำนักความรอบรู้สุขภาพ ได้มาร่วมวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางจิตวิทยาสังคมผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้น่าสนใจ โดยกล่าวว่า… ตอนที่ทราบข่าวก็รู้สึกใจหายไม่ต่างจากหลายคน เพราะส่วนตัวก็เป็นหนึ่งในคนที่ติดตามผลงานของยูทูบเบอร์หนุ่มคนนี้มาตลอด ซึ่งจุดเด่นที่ทำให้ฮลุนเป็นที่ชื่นชอบและเป็นที่รักของบรรดาแฟนคลับนั้น คือคลิปที่ถ่ายทอดเรื่องราวให้ความรู้สึกเหมือนได้ดูเพื่อนคนหนึ่งกำลังเดินทางไปในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งมักจะเป็นสถานที่ซึ่งหลายคนไม่เคยไปมาก่อน จนทำให้คลิปการเดินทางของยูทูบเบอร์หนุ่มรายนี้กลายเป็นคลิปที่หลายคนชอบเปิดดูเพลิน ๆ ในเวลารับประทานข้าว หรือในเวลาที่บางคนรู้สึกเครียด ๆ จากภาระชีวิต เนื่องจากวิธีเล่าเรื่องราวในคลิปของฮลุนนั้น เป็นตัวแทนความฝันของหลายคน…
หมอแน็ตยังได้วิเคราะห์ไว้ถึง “ปรากฏการณ์ความเศร้า” ที่ผู้คนมีต่อยูทูบเบอร์หนุ่ม อย่าง “ฮลุน โซโล่” ว่า… ความรู้สึกสูญเสียที่เกิดขึ้นนี้ อาจจะอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า… ความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคม หรือ Parasocial Relationship ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ในยุคดิจิทัล โดยผู้คนปัจจุบันใช้เวลาติดตามชีวิตของอินฟลูเอนเซอร์ผ่านหน้าจอ จนเกิดความรู้สึกผูกพันเสมือนเป็นเพื่อน หรือคนรู้จักในชีวิตจริง ซึ่งกลไกสมองของคนเรานั้นจะซึมซับเรื่องราวของอีกคนหนึ่งผ่านภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้จะเป็นความสัมพันธ์เพียงด้านเดียวก็ตาม แต่ในกรณีของฮลุนนั้นอาจมีแง่มุมที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น
“กับกรณีคุณฮลุนนั้น ที่สังคมเกิดอารมณ์ความรู้สึกมากนั้น อาจเพราะมีเรื่องอัตลักษณ์ร่วมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยถ้าเรามองตามความเป็นจริงแล้ว ฮลุนอาจไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ที่สมบูรณ์แบบ หรือมีต้นทุนมหาศาลมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่กลับเป็นตัวแทนของคนธรรมดาทั่วไปของสังคมไทยที่เราพบเจอกันทุกวัน ดังนั้นจึงทำให้หลายคนจึงรู้สึกเศร้าต่อการจากไปของฮลุน เพราะความผูกพันร่วมที่เกิดขึ้นจากการติดตามเรื่องราวของฮลุนทำให้เขาเป็นเสมือนเพื่อนคนหนึ่งของผู้ชมหลายคน” …เป็นการวิเคราะห์ต่อ “ปรากฏการณ์สังคม” ที่เกิดขึ้น จากการที่ผู้คนเกิด “ความรู้สึกร่วมกัน”
ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมยังอธิบายถึงความรู้สึกซึ่งสังคมเกิดร่วมกันเช่นนี้เพิ่มเติมไว้ว่า… ปกติแล้วนั้น คนส่วนใหญ่ของสังคมนั้น มักจะมีความเปราะบาง มีบาดแผล และต้องมีชีวิตที่ดิ้นรนทำงานหนักมาตลอด และเมื่อพบเห็นหรือรับรู้เรื่องราวของใครสักคนหนึ่งซึ่งอาจจะมีลักษณะหรือ “ชีวิตแบบเป็นมวยรอง” กรณีนี้สมองของมนุษย์มักจะเชื่อมโยงและเอาใจช่วยบุคคลที่มีลักษณะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ซึ่งในมุมมองและสายตาของคนธรรมดาทั่วไปอาจรู้สึกว่า… ตัวของเขาก็เป็นเหมือนกับฮลุน หรือมองฮลุนคือพวกเดียวกับเขา ดังนั้นเมื่อคนที่เป็นพวกเดียวกัน หรือไทป์เดียวกันนี้เสียชีวิตแบบน่าเศร้า จึงสร้าง “แรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์” กับหลายคนแบบไม่รู้ตัว จนส่งผลให้เกิด “ปรากฏการณ์เศร้าหมู่” เนื่องจากหลายคนรู้สึกว่า… เราสูญเสียเพื่อนร่วมชะตากรรม มากกว่าการแค่สูญเสียยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวไปคนหนึ่ง… เป็นมุมมองที่สะท้อนต่อเรื่องนี้ของ ดร.นพ.วรตม์

หมอแน็ต ยังกล่าวถึงการที่สังคมตื่นตัวและชื่นชมประเด็น “คนต้นทุนชีวิตต่ำ แต่กล้าทำตามความฝัน“ ซึ่งสะท้อนออกมาผ่าน “คำชื่นชม–คำพูดเชิดชู” ว่า… ความจริงเรื่องนี้ก็สะท้อนภาพโครงสร้างสังคมและบรรยากาศความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจนมาก ที่ผู้คนจำนวนมากในเวลานี้มี “ความรู้สึกหวาดหวั่นถึงอนาคต” โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง และสังคมเต็มไปด้วยความกดดันสูง อีกทั้งการที่คนจำนวนมากต้องเผชิญหรือใช้ชีวิตอยู่กับความเหลื่อมล้ำ ทำให้หลาย ๆ คนเหนื่อยและท้อแท้ไปก่อนแล้ว จนไม่กล้าฝันถึงการจะขยับขยายฐานะ หรือเลื่อนชั้นทางสังคม ดังนั้นเมื่อมีใครสักคนที่คนกลุ่มนี้รู้สึก หรือมองเป็นพวกเดียวกัน เป็นระดับเดียวกันจากไป จึงกระตุ้นอารมณ์ร่วมของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว…
“พูดง่าย ๆ คือ เกิดอาการปลงตกที่คิดไปเองแล้วว่า… พยายามไปก็แค่นั้นแหละ เรามันไม่มีต้นทุนเหมือนคนอื่นเขานี่หน่า หรือทำยังไงก็คงไม่รวย ไม่สำเร็จหรอก แต่ทีนี้ พอมีบุคคลตัวอย่างแบบฮลุนเกิดขึ้นมา จนทำให้สังคมได้รับรู้ขึ้นมา มันก็ทำให้ภาพในใจของบางคนเปลี่ยนไป ยิ่งถ้าดูชีวิตของฮลุนที่เป็นเด็กกำพร้าซึ่งต้องทำงานหนัก ปากกัดตีนถีบส่งตัวเองเรียนจนจบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วยังกล้าที่จะแบกเป้ทำตามความฝันอีก ผู้คนจึงเหมือนได้ติดตามชีวิตของเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ได้มองเขาเป็นแค่ยูทูบเบอร์”
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ยูทูบเบอร์หนุ่ม “สร้างความรู้สึกร่วม” หรือเกิดรูปแบบ “ความสัมพันธ์แบบกึ่งสังคม” หรือ “Parasocial Relationship” แม้แต่กับคนที่อาจจะไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวได้อย่างมากมายนั้น เรื่องนี้ ดร.นพ.วรตม์ วิเคราะห์ว่า… ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชีวิตของฮลุนได้กลายมาเป็นข้อพิสูจน์ที่ทรงพลังมาก ๆ 2 เรื่อง นั่นคือ เรื่องแรกพิสูจน์ถึง ความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง และเรื่องที่สองคือความเชื่อที่ว่า… ตัวเราเป็นคนกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง โดยคนจำนวนมากมองว่า… ชีวิตของฮลุนคือความหวังที่พวกเขาสามารถจับต้องได้จริง ดังนั้น กับกระแสชื่นชมที่ผู้คนแสดงออกมานั้น ส่วนหนึ่งคือกลไกทางจิตวิทยาที่คนเรามักจะใช้ “เพื่อเติมเชื้อไฟให้ตัวเอง” หรือเหมือนกับการที่เรากำลังกระซิบบอกจิตใต้สำนึกตัวเองว่า… ขนาดคนที่ต้นทุนชีวิตติดลบ ยังพยายามจนทำฝันให้เป็นจริงได้เลย ฉะนั้นถ้าเราพยายามมากพอ ก็มีสิทธิจะเอื้อมถึงฝันได้เช่นกัน…
“การที่สังคมออกมาร่วมกันเชิดชูเรื่องราวของฮลุน ในอีกมุมคือการที่ทุกคนกำลังช่วยกันโอบกอดความหวังของตัวเองเอาไว้ในช่วงเวลาที่โลกแห่งความจริงโหดร้ายและบั่นทอนจิตใจ แต่เมื่อสัญลักษณ์แห่งความหวังหายไป กรณีนี้จึงเกิดแรงกระเพื่อมทางความรู้สึกรวดเร็ว” …ดร.นพ.วรตม์ กล่าวเรื่องนี้
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… บทเรียนสำคัญที่ผู้คนได้จาก “ชีวิตของฮลุน โซโล่” คือ อย่าเพิ่งยอมแพ้ต่อโชคชะตาตัวเอง เพราะชีวิตของยูทูบเบอร์หนุ่มรายนี้สอนให้รู้ว่า… ความสุขไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่สมบูรณ์แบบที่สุด เท่านั้น แต่คนธรรมดาทั่วไป หรือคนที่ต้นทุนชีวิตน้อย ก็ไขว่คว้าหาความสุขและทำตามความฝันได้ โดยส่วนตัวแล้วชีวิตของยูทูบเบอร์หนุ่มรายนี้ได้ฝาก “ข้อคิดเตือนใจ” ไว้ให้ทุก ๆ คนว่า… ต้นทุนชีวิตอาจกำหนดจุดเริ่มต้นคนได้ แต่ไม่สามารถกำหนดคุณค่าและความหมายในตอนจบของชีวิตได้อย่างแน่นอน …ดร.นพ.วรตม์ ย้ำเรื่องนี้ กับการวิเคราะห์ และสะท้อนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
ที่ใน “มุมจิตวิทยาสังคม” กรณีนี้ยังฉายภาพ
ยังสะท้อนกับฉายภาพ “จิตใจผู้คน” อีกด้วย.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



